Cultures

“เหยียด” ในแบบญี่ปุ่น – Burakumin

ถ้าจะให้แปลความหมายของบูราคูมิน(Burakumin) ตรงๆในภาษาญี่ปุ่นมันจะหมายถึง คนบ้านนอกหรือคนตามหมู่บ้าน แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้หมายถึงคนที่อยู่ในท้องถิ่นอันห่างไกลความเจริญจริงๆเเต่อย่างใด เเต่มันจะหมายถึงคนในชนชั้นล่างที่สุดในระบบสังคมต่างหาก

 

ภาพลักษณ์ขอบูราคูมินสมัยก่อน [ Image source :  Okinawa Soba (Rob) ]

 

ชายผู้ที่ฉลาดเกินใคร

เมื่อประมาณ 500BC ชายที่ชื่อขงจื๊อถือกำเนิดขึ้นในผืนเเผ่นดินจีน เขาเป็นคนที่รู้สึกไม่พอใจอะไรหลายๆอย่างในสังคม จึงได้ตั้งกฎหลายๆข้อขึ้นมาเพื่อมุ่งหมายให้สังคมดีขึ้น อย่างน้อยก็ดีขึ้นในสายตาของเขาเอง

เขามองว่าระบบสังคมควรจะเป็นเหมือนกับระบบครอบครัว เเต่จะต้องมีกฎเกณฑ์ที่รัดกุมเเน่นอนว่าใครควรจะเข้ามาอยู่ในครอบครัวนี้

เขาคิดว่าการเเบ่งเป็นกลุ่มๆจะช่วยทำให้สังคมขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งจะประกอบไปด้วย

1. กลุ่มนักปราชญ์

2. กลุ่มชาวนา ชาวไร่

3. กลุ่มช่างฝีมือ

4. กลุ่มพ่อค้า

ไม่ใช่ว่าใครก็ได้จะเข้าไปอยู่ในกลุ่ม พวกเขาต้องฝึกฝนมาสักระยะจนกว่าจะพร้อมเข้าไปอยู่ในกลุ่มนั้นได้ นี่คือการแบ่งกลุ่มตามความสามารถที่ขงจื๊อมองว่าน่าจะโอเคที่สุด

แต่เมื่อเขาตายไป การแบ่งกลุ่มเเบบนี้ หรือเเนวคิดเจ๋งๆอื่นๆของขงจื๊อก็ดูเหมือนไม่มีใครที่จะสานต่อได้ดีนัก ผู้คนไม่รู้ว่าจะเอายังไงต่อเมื่อสภาวะสังคมเปลี่ยนแปลงเพราะไม่มีใครที่ฉลาดพอๆกับขงจื๊อเลย

ผู้คนชื่นชอบและเคารพขงจื๊อมากๆ แต่หลายๆคนมองว่า เขาไม่ค่อยพูดถึงเรื่องพระเจ้าเท่าไหร่เลย คำสอนของเขาพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ ผู้ชายคนนั้น ผู้หญิงคนนี้ เเต่ไม่มีเรื่องไหนที่เกี่ยวกับพระเจ้า

ผู้คนเริ่มมองหาการมีศาสนา มีศาสนาหนึ่งที่ฮิตมากๆในอินเดีย และมันได้ถูกเเผ่ขยายไปหลายๆประเทศอย่างรวดเร็ว นั่นคือศาสนาพุทธ ผู้คนรู้สึกว่ามันก็ดีเหมือนกันที่จะมีศาสนาบ้างเหมือนกับชาติอื่นๆที่แลดูมีอารยธรรม

ตอนนั้นญี่ปุ่นเริ่มจะก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเป็นประเทศ พวกเขาต้องการเรียนรู้วัฒนธรรมที่เก่าแก่กว่าจึงมองว่าจีนน่าจะแบบอย่างที่ดีในการสร้างรูปแบบวัฒธรรมญี่ปุ่นให้สมบูรณ์ได้

มีไอเดียในการใช้ชีวิตมากมายของจีนที่ญี่ปุ่นมองว่าน่าจะเอามาปรับใช้ดูบ้าง และเเน่นอนหนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจที่สุดคือเเนวคิดของขงจื๊อ

เเนวคิดการจัดกลุ่มของขงจื๊อดูเหมือนเป็นการเเบ่งแยกผู้คนออกจากกันก่อนที่ผู้คนจะเกิดขึ้นมาด้วยซ้ำ ถ้าพ่อเเม่เป็นคนในกลุ่มไหน ลูกๆก็จะต้องเกิดมาเป็นคนในกลุ่มนั้น เเต่ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในกลุ่มทั้ง 4 ตั้งเเต่เเรกเริ่มล่ะ คุณจะไปอยู่ตรงไหนของสังคม? พระ ทหาร โสเภณี จะไปอยู่ตรงไหนล่ะ? พวกเขาจะถูกตัดออกจากสังคมโดยอัตโนมัติเหมือนเป็นคนไม่มีตัวตนรึเปล่า?

 

ปรับใช้ในสิ่งที่ตัวเองชอบ

ญี่ปุ่นได้นำศาสนาพุทธเข้ามาจากจีนด้วยในตอนนั้น แต่ดูเหมือนผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะอินสักเท่าไร เพราะพวกเขามีแนวคิดแบบชินโต( Shintoism ) อยู่เเล้วที่เหมือนเป็นศาสนาแบบหนึ่ง

ในชินโตผู้คนสามารถสวดมนต์กับต้นไม้ ก้อนหิน กับสิ่งของได้ และทุกๆคนก็ชื่นชอบเเนวทางแบบนี้กัน ต่างจากเหล่าชนชั้นนำของจีนกับเกาหลีที่ชื่นชอบศาสนาพุทธเป็นที่สุด มันทำให้ชนชั้นนำในญี่ปุ่นอยากจะนับถือศาสนาพุทธขึ้นมาบ้าง พวกเขาจึงนำศาสนาพุทธเข้ามาแต่ก็ถูกปรับใช้ให้เข้ากับ Shintoism ให้พอเหมาะ เพื่อให้ผู้คนทั่วไปได้เข้าถึง เเต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยน คือ กลุ่มคนที่อยู่ล่างสุดในระบบชนชั้น

ชินโตมีเเนวคิดที่เรียกว่า “เคะกาเระ” (Kegare) หรือสิ่งไม่เป็นมงคล ทำเเล้วเป็นบาป ทำเเล้วจะโชคร้าย ทำเเล้วไม่ดี

[ หนังญี่ปุ่น Departures (2008) นำเสนอความเป็น “เคะกาเระ” ได้อย่างน่าสนใจ ]

ตัวอย่างเช่น ถ้าเพื่อนของคุณเสียชีวิต นั่นคือเคะกาเระ คุณต้องไปชำระบาปซะเพราะมันไม่ดี

ถ้าคุณแอบขยับรั้วในที่นาของคุณเกินที่นาของคนอื่น นั่นคือเคะกาเระ ให้ไปชำระบาปซะ

ถ้าคุณเผลอไปสัมผัสกับรกของเด็กทารกเข้า ให้ไปชำระบาปซะ เพราะนั่นก็คือเคะกาเระ

อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับความตายล้วนเป็นเคะกาเระเเทบทั้งสิ้น

การผสมผสานแบบผิดบ้าง ถูกบ้าง ตามใจบ้าง ทั้งตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง ของศาสนาพุทธกับชินโตทำให้เกิด “บูราคูมิน” ขึ้นมา ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่เข้าพวกกับอะไรเลย เเละสังคมที่มีกลุ่มที่ชัดเจนก็พร้อมจะยัดเยียดเคะกาเระให้กับพวกเขา

ถ้าขงจื๊อยังมีชีวิตอยู่ เขาน่าจะหาหนทางให้กับคนเหล่านี้ได้ หรือไม่เเน่…เขาอาจจะเห็นด้วยกับระบบแบบบูราคูมิน

บังคับให้…ไม่เข้าพวก?

ไม่ว่าสังคม รูปแบบความเชื่อทางศาสนา หรือเเม้ในตัวกฎหมายจะเปลี่ยนไปเเค่ไหน “บูราคูมิน” จะยังคงเป็นสิ่งที่ชัดเจนที่สุดเพราะพวกเขาไม่มีกลุ่มที่จะอยู่ ง่ายที่จะเหยียด ง่ายที่จะเเบ่งเเยก

บูราคูมิน จะประกอบไปด้วยพวกเอตะ Eta(บาปหนา) กับพวกฮีนิน hinin(ไม่ใช่มนุษย์)

พวกเเรกคือพวกเอตะ คือ คนที่ได้รับการกดขี่จากความเชื่อทางศาสนาสมัยก่อน  พวกเขาจะเคยทำงานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แต่หลักศาสนาไม่ให้การยอมรับ เช่น การลอกหนังสัตว์ การหั่นเนื้อ ทำงานกับศพ คนพวกนี้จะถูกมองว่าเป็นคนบาป เป็นพวกเคะกาเระ ที่อาจชำระบาปไม่ได้เพราะนั่นเป็นอาชีพของพวกเขา

คนจำพวกที่สอง คือพวกฮีนิน  จะเป็นคนที่ถือว่าไร้ตัวตนในสังคม เป็นพวกที่ทำงานในเเบบที่สังคมหวังว่า “ไม่มีจะดีกว่า” เช่น โสเภณี ขอทาน นักฆ่า นักเเสดง

กลุ่มฮีนินอาจไม่ได้ทำในสิ่งที่เป็นเคะกาเระโดยตรงตามขนบความเชื่อ เเต่สังคมไม่ค่อยชอบนักเลยยัดเยียดเคะกาเระให้

เพื่อที่สังคมจะจำเเนก “คนไม่มีกลุ่ม” เหล่านี้ให้ดูชัดเจนขึ้น รัฐบาลจึงจับเเยกพวกเขาให้ไปอยู่ในชุมชนเดียวกันทั้ง เอตะและฮีนิน บางครั้งสักลายให้กับพวกเขาเพื่อบ่งบอกว่าพวกเขาเป็นพวกอาชญากร เป็นพวกไม่เข้าสังคม นอกคอก

กลุ่มบูราคูมินมักจะถูกจัดให้อยู่เเถวเเม่น้ำลำคลอง ถ้าน้ำท่วมขึ้นมาพวกเขาจะโดนก่อนเป็นกลุ่มเเรก [ Image source : japanthis.com ]

กฎหมายบางอย่างถูกปรับใช้กับคนกลุ่มนี้ เช่น การไม่อนุญาตให้พวกเขามีที่นาของตัวเอง ไม่ให้เเต่งงานร่วมกับคนในชนชั้นสูงกว่า

ความกดขี่นี้ทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก บูราคูมินจึงเลือกที่จะก่ออาชญากรรม เเละมันก็ถูกพัฒนาให้มีหลากหลายรูปแบบเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับมีการสร้างระบบขึ้นภายในกลุ่มเพื่อให้พวกเขาได้มีชีวิตรอด

พวกเขาเริ่มที่จะสักลายตามตัวซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมมองว่าเป็นเรื่องน่าละอาย เเต่พวกเขาจะถือว่ามันเป็นสิ่งที่มีเกียรติ อีกทั้งยังเป็นวิธีง่ายๆในการเเสดงออกว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยที่สังคมส่วนใหญ่กระทำต่อพวกเขาราวกับคนที่ไร้ตัวตน

ในช่วงปี 1870 ผู้คนส่วนหนึ่งมองว่าการเเบ่งชนชั้นเเบบนี้ดูไม่เหมือนประเทศที่มีอารยธรรมสักเท่าไร กฎหมายจึงได้ถูกปรับ ทำให้กลุ่มบูราคูมินมีตัวตนมากขึ้น ซึ่งปัญหาทุกอย่างก็เหมือนจะจบลงด้วยดี เเต่วัฒนธรรมความเกลียดชัง การเหยียดหยามไม่ได้หายไปง่ายขนาดนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายจะสามารถควบคุมได้ เพราะเเนวคิดในตัวบูราคูมินได้ถูกสลักลึกลงไปเเล้วในความคิดของผู้คนมานานกว่าร้อยปี

ถึงเเม้ว่ากฎหมายจะไม่เหมือนเดิม เเต่คนในสังคมจะหาวิธีกดขี่คนในกลุ่มนี้อยู่ดีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เช่น การมีสมุดทะเบียนพิเศษที่ถูกคิดค้นขึ้นจากองค์กรประเภทหนึ่ง องค์กรเหล่านี้จะหาหนทางที่จะทำให้ผู้คนหลีกเลี่ยงที่จะเเต่งงานกับคนในกลุ่มบูราคูมินให้ได้ ในสมุดจะระบุว่าคนนี้มาจากที่ไหน นามสกุลของพวกเขาคืออะไร เพื่อบอกรากเหง้าของคนคนนั้น

การที่ผู้คนสามารถติดตามประวัติย้อนหลังได้ขนาดนั้น ทำให้เกิดเเนวคิดที่ผู้คนทิ้งบ้านเกิด ทิ้งพ่อเเม่ที่อยู่ในหมู่บ้านอันห่างไกลเเล้วไม่กลับไปอีกเลย เพราะกลัวผู้คนจะรู้ว่าพวกเขามีรากเหง้าที่เป็นบูราคูมิน

การหนีจากถิ่นกำเนิดที่บ่งบอกความเป็นบูราคูมินทำให้ผู้คนเลือกที่จะอยู่ในเมือง หรือในต่างประเทศ เเม้ว่าว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่ยากลำบากก็ตาม[ Image Source: BLOOMBERG ]

ในช่วงปี 1969 ช่วงหลังสงครามโลก ได้มีการวางกฎหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในเขตชุมชุมที่บูราคูมินอาศัยอยู่มากขึ้น จริงจังขึ้น ภายใต้เเนวคิดที่ชื่อว่า DOWA

ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นจริง ทั้งทางเศรษฐกิจและการศึกษา เเต่การที่รัฐบาลให้เงินสนับสนุนคนในกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษทำให้หลายๆฝ่ายเกิดความไม่พอใจ และตั้งคำถาม เพราะเงินหลายๆส่วนที่รัฐบาลได้ให้ไป มักจะหายไประหว่างทาง

 

กลุ่มยากูซ่า [ Image source : AFP/Behrouz Mehri ]

3 ใน 4 ของแก๊งยากูซ่าจะเป็นคนในกลุ่มบูราคูมิน ส่วนคนที่เหลือ เชื่อว่าพวกเขาคือคนที่มีอำนาจในสังคม ที่กฎหมายมักจะทำอะไรไม่ได้ เป็นเหตุให้ธุรกิจสีเทาๆยังคงมีอยู่มากมายที่ญี่ปุ่นจนเหมือนว่าเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย

 

[ ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างเดียวดายก็ถือว่าเป็นบูราคูมินในปัจจุบัน ]

สิ่งที่(อาจ)ไม่มีวันเปลี่ยน?

ปัจจุบันคนในกลุ่มบูราคูมินจะถูกโยงเข้ากับคนหลายประเภทมากขึ้น เช่น คนสูงอายุที่ไม่มีญาติ คนต่างประเทศที่มาจากประเทศที่ยากจน และพวกเขาจะถูกผลักไสให้ไปอยู่ในชุมชนที่คนในสังคมจะรู้กันว่าคนจนๆจะอาศัยอยู่ในนั้น

แต่ก็ยังมีหลายๆอย่างที่ดีขึ้น เช่น ในปีช่วง 1930 มีคนที่เป็นบูราคามิน แต่งงานกับคนที่ไม่ได้เป็นบูราคามินเพียงแค่ 10 % ส่วนผลการสำรวจในปี 2018 พบว่าพวกเขาเเต่งงานข้ามชนชั้นกันมากถึง 80% และองค์กรที่สืบประวัติหารากเหง้าของบูราคูมินได้กลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายแล้วในปัจจุบัน

ด้วยสังคมที่เปลี่ยนไป กลุ่มต่างๆได้ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคสมัยเเต่ดูเหมือนมีคนอยู่ 2 กลุ่มที่จะไม่มีวันเปลี่ยนไป นั่นคือกลุ่มคนที่เกิดมาโชคดีสุดๆ กับคนที่เกิดมาโชคร้ายสุดๆ

คนในชนชั้นบนสุด หรือคนที่โชคดีสุดๆ พวกเขาอาจไม่จำเป็นต้องมีทักษะใดๆเหมือนที่ขงจื๊อได้จำเเนกไว้ แต่เพียงเขาเเค่เกิดมาในครอบครัวชนชั้นนำก็ถือว่าเป็นคนที่มีอำนาจสูงสุดในสังคมเเล้วโดยอัตโนมัติ และอาจจะใช้สิทธิ์โดยชอบธรรมนั้นในการเหยียดคนอื่น ซึ่งการเหยียดไม่เคยถูกนับว่าเป็นเคะกาเระเเต่อย่างใดในประวัติศาสตร์สังคม หรือเเม้เเต่ในศาสนา

ส่วนคนในกลุ่มที่โชคร้ายสุดๆอย่างบูราคูมินที่เหลืออยู่ในสังคมปัจจุบัน พวกเขายังคงได้รับการศึกษาที่ด้อยกว่า ยังคงไม่มีงานทำเป็นหลักเเหล่ง สังคมยังคงบีบเค้นให้พวกเขากลายมาเป็นอาชญากร ไม่ต่างจากบรรพบุรุษของพวกเขาที่มักใช้แนวคิด “บูราคูมิน” เป็นข้ออ้างแบบหนึ่งในการทำ “เคะกาเระ” อยู่เสมอ

 

 

 

Advertisements

0 comments on ““เหยียด” ในแบบญี่ปุ่น – Burakumin

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: