Stories

ผู้คิดค้นข่าวปลอม/เชื้อมรณะ/สายลับผู้รู้เห็นทุกสิ่ง – Fake News

มีเชื้อไวรัสตัวหนึ่งที่สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนจำนวนมาก ใครก็ตามที่ติดเชื้อจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนที่น่ารังเกียจต่างจากโรคอื่นๆ

มันอาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นโรคที่รักษาไม่หาย หรืออาจเป็นเพราะมีคนเชื่อว่าเชื้อไวรัสนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากใครคนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่เห็นต่างจากเรา?

จุดเริ่มต้น

ในปี 1983 กรกฎาคม ที่นิวเดลี ประเทศอินเดีย มีพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ Patriot (สนับสนุนโซเวียต) ว่า…

“ไวรัส HIV เป็นอาวุธลับของทางรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อหวังที่จะกำจัดกลุ่มเกย์ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน”

พวกเขายังบอกถึงสถานที่ผลิตเชื้อไวรัสนี้ที่อยู่ใน Fort Detrick เมือง Maryland

มีการตีพิมพ์เชิงวิชาการโดยนักชีววิทยาชาวเยอรมัน อ้างว่าพวกเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่าเชื้อนี้มาจากสหรัฐฯ จริงๆ

ข่าวจากโซเวียตบอกว่าไวรัสนี้รั่วไหลออกมาจากห้องแล็บในศูนย์ฝึกทหารสหรัฐฯ

มันเริ่มจากหนังสือพิมพ์เล็กๆเจ้าหนึ่งในอินเดีย จนข่าวนี้ได้เข้าไปในแอฟริกาและแพร่กระจายไปทั่วโลกในท้ายที่สุด  ทำให้ความเชื่อใจที่มีต่อสหรัฐฯ ลดน้อยลง กระเเสต่อต้านรุนเเรงขึ้น ผู้คนสงสัยในตัวนโยบายอื่นๆมากขึ้น

Dan Rather อ่านข่าวนี้ออกทีวีในช่องหลัก ผู้คนในสหรัฐฯ เริ่มสับสนว่ามันเป็นแค่ข่าวลือหรือเรื่องจริงกันแน่ แต่จะให้ต่อว่า Dan Rather เสียทีเดียวคงไม่ได้ เพราะนั่นคือข่าวปลอมเเรกๆในประวัติศาสตร์ที่เกิดเป็นไวรัล

บิดเบือน – Disinformation

Disinformation คือ การจงใจที่จะบิดเบือนข้อมูลที่หลุดออกมา ดึงออกมาจากบทสนทนาที่เกิดขึ้น ให้อยู่ในชุดข้อมูลรูปแบบหนึ่ง และจงใจทำให้บทสนทนานั้นคลาดเคลื่อน อันนำไปสู่การเข้าใจผิด

การบิดเบือนข้อมูลคือหัวใจสำคัญของ KGB ทั้งนี้รวมถึงการลักพาตัว และการปลอมแปลงเอกสารด้วย

มันทำหน้าที่คล้ายๆกับการโฆษณาชวนเชื่อ ต่างกันตรงที่โฆษณาชวนเชื่อ มีเป้าหมายให้เราเชื่อในชุดความคิดบางอย่าง ส่วน Disinformation คือการวางแผนมาเป็นอย่างดีที่จะทำให้ผู้คน “ไม่เชื่อ” ในฝ่ายตรงข้ามมากกว่า

หน่วยงาน KGB ได้ใช้เงินถึง 85% ของทั้งหมดเพื่อที่จะสร้างสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า Active measures หรือการสร้างข่าวปลอมขึ้นมา ส่วน 15% เอาไปใช้ในงานสืบสวนทั่วไป

เจ้าหน้า KGB จะถูกบังคับให้ใช้เวลา 25% ของเวลางานในการคิดพล็อตเรื่องใหม่ๆขึ้นมาแล้วส่งเป็นรายงาน มีผู้เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการสร้างข่าวนี้กว่า 15,000 คนทั้งในและนอกโซเวียต

มันจึงทำให้เกิดข่าวที่ว่า CIA เป็นคนที่ฆ่า จอห์น เอฟ. เคนเนดี

ข่าวที่ว่า CIA พยายามที่จะสังหารสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2

ข่าวที่ว่ามีชาวอเมริกันที่ร่ำรวยคนหนึ่ง ซื้อเด็กจากอเมริกาใต้เพื่อเอาอวัยวะภายในของเขามาเปลี่ยนถ่าย

ปฏิบัติการเชื้อมรณะ – Infektion

ผู้คนเริ่มเชื่อว่าเชื้อ HIV เป็นอาวุธชีวภาพที่หลุดมาจากห้องแล็บในเพนตากอนจริงๆ

Kathleen Bailey และ Todd Leventhal เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงยุค 80’s ในการจัดการกับข่าวปลอม พวกเขาบอกว่าข่าวเรื่องโรคเอดส์นี้ คือตัวอย่างที่ดีของการสร้างข่าวปลอม มันเกือบจะสมบูรณ์แบบในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ยังมีแกรมม่าตัวหนึ่งที่ผิดเพี้ยนไป มันเขียนว่า “virus flu” เป็นการเขียนที่ถูกแกรมม่า เเต่คนที่พูดภาษาอังกฤษจริงๆจะใช้ flu virus มากกว่า ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าผู้เขียนข่าวนี้อาจไม่ใช่เจ้าของภาษา มันอาจจะถูกเขียนโดยคนรัสเซีย

พวกเขารู้ดีว่า KGB จะใช้ภาษาอังกฤษในการกระจายข่าวปลอมออกไป ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่คลาสสิคสุดๆ

Oleg Kalugin อดีต KGB  กล่าวว่าพวกเขามักเลือกปล่อยข่าวปลอมไปที่ประเทศโลกที่ 3 เช่น อินเดีย ไทย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่สามารถยัดเงินนักข่าวได้ง่ายๆ เเละเมื่อมันเขียนด้วยวิธีของนักข่าว กระจายข่าวแบบนักข่าว มันจะทำให้คนเชื่อได้ง่ายขึ้น

อีกทั้งยังไม่ค่อยมีใครอยากจะล้วงลึกถึงต้นตอของข่าวเท่าไรนัก กลายเป็นว่าประเทศเหล่านั้นเป็นสนามซ้อมให้ KGB ทดลองพล็อตเรื่องใหม่ๆโดยที่คนในประเทศส่วนใหญ่ไม่รู้อะไรเลย

ข่าวเกี่ยวกับโรคเอดส์ยังคงถูกพูดถึงหลายปี นับตั้งเเต่ที่มันได้ถูกปล่อยออกมา จากนั้น KGB พยายามมองหานักวิทยาศาสตร์ เพื่อมาสนับสนุนข่าวปลอมนั้น พวกเขาต้องการใครก็ตามที่สามารถทำให้ข้อมูลดูน่าเชื่อถือขึ้นมาด้วยข้อมูลเชิงวิชาการ หรือใครก็ตามที่เป็นที่น่านับถือของคนในสังคมระดับหนึ่งที่มีเเนวคิดบางอย่างสอดคล้องกับเเนวทางที่ KGB ต้องการ

คนที่พวกเขาเจอคือ Dr. Jakob Segal ซึ่งเป็นคนรับรองว่าเรื่องนี่เป็นเรื่องจริง พอเรื่องนี้ถูกเล่าด้วยวิธีการแบบนักวิทยาศาสตร์มันยิ่งดูน่าเชื่อถือเข้าไปอีก

ถึงแม้เขาจะบอกว่าสิ่งที่เขาอ้างเกิดจากการคาดเดา ไม่ได้ยึดโยงต่อหลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์ใดๆ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีคนใส่ใจข้อเท็จจริงนี้มากนัก เพราะผู้อ่านส่วนใหญ่มักจะเชื่อในสิ่งที่เขาต้องการจะเชื่อเท่านั้น

KGB ต้องการให้รายงานของ Dr. Jakob เข้าไปอยู่ในสายตาของนักข่าวแอฟริกาให้ได้ เพื่อให้พวกเขาได้นำเสนอข่าวออกมา จากนั้นก็ย้ำข่าวนี้ไปเรื่อยๆซ้ำๆจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ไวรัล”

ทำให้ข่าวนี้ปรากฏอยู่ใน 80 ประเทศ ถูกแปลออกมา 30 ภาษา มีรายงานออกมากว่า 200 รายงาน  แม้เเต่สำนักข่าวที่น่าเชื่อถืออย่าง The Daily Express อังกฤษยังเล่นเรื่องนี้

จนมาถึงวันที่ 30 มีนาคม 1987 ข่าวได้มาถึงที่โซเวียตในท้ายที่สุด ทั้งๆที่ KGB เป็นหน่วยงานที่สร้างข่าวนี้ขึ้นมาเอง

มันถูกทำให้เหมือนว่าพวกเขาเพิ่งจะรู้ข่าวนี้ อีกทั้งยังบอกอีกว่าสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้นำเสนอผ่านมาเป็นข่าวปลอม และข่าวที่เชื้อ HIV รั่วไหลออกมาจากสหรัฐฯนี้เป็นเรื่องจริง ตอกย้ำกระเเส ต่อต้านอเมริกา(Anti – Americanism) เข้าไปอีก แบบเนียนๆ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รู้ว่าการสร้างข่าวที่ทำให้คนกลัวจะส่งผลต่อจิตใจของผู้คนส่วนใหญ่ สหรัฐฯ จึงได้สร้างกลุ่มที่ดักจับเฟคนิวส์ขึ้นเพื่อตรวจสอบข่าวปลอมที่ปล่อยออกมาจากKGB เเต่ทว่าพนักงานส่วนใหญ่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ประจำ พวกเขาทำงานเพียงแค่ 1-2 วันต่อสัปดาห์ บางคนเป็นอาสาสมัครเข้ามาทำงานให้ฟรีๆ พวกเขาไม่ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินเท่าที่ควร มีเพียงเเค่ความเชื่อในความจริงเท่านั้นที่ผลักดันให้พวกเขาทำงานต่อไป ต่างจากฝั่งของ KGB ที่ได้รับเงินสนับสนุนเต็มที่ และมีพนักงานประจำในหน้าที่นี้หลายคน

เจ้าหน้าที่ทางสหรัฐฯ ไม่เชื่อว่าการออกมาเเก้ข่าวเรื่อยๆแบบนี้จะเป็นหนทางที่จะทำให้ข่าวปลอมหมดไปได้จริง พวกเขาต้องการให้เรื่องนี้ไปถึงผู้นำโซเวียตอย่างตรงไปตรงมาให้ได้ ด้วยวิธีที่ประนีประนอมที่สุด

สหรัฐฯ จึงต้องหาวิธีเปิดเผยข้อเท็จจริงจากต้นตอของข่าวปลอมนี้ให้ได้ จนพวกเขาได้ไปเจอข้อมูลในปฏิบัติการที่มีชื่อว่า Infektion ( Operation Infection ) ของ KGB ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการปล่อยข่าวนี้โดยเฉพาะ

สหรัฐฯได้เจรจาโดยตรงกับมีฮาอิล กอร์บาชอฟผู้นำโซเวียต ในเวลาต่อมา

กอร์บาชอฟได้รับรายงานของทางสหรัฐฯ จนเขาไม่สามารถปฏิเสธมันได้ จากนั้นเขาได้ออกมาขอโทษต่อโรนัลด์ เรแกน ว่าจะหยุดปล่อยข่าวเรื่องโรคเอดส์นี้ ( แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะหยุดปล่อยข่าวอื่นๆด้วย )

สหภาพโซเวียตได้ล่มสลายลงในปี 1991 แตกออกมาเป็นประเทศน้อยใหญ่ในยุโรป สหรัฐฯ เชื่อว่าเเนวทางการสร้างข่าวปลอมนี้จะหายไปด้วย  แต่มันอาจไม่เป็นอย่างนั้นเพราะวิธีการคิดนี้ยังคงอยู่ในคราบของผู้มีอำนาจ  ภายใต้การทำงานของรัฐบาลรัสเซีย รวมถึงกลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศอื่นๆที่เคยถูกทดลองจากเเนวคิดการสร้างข่าวปลอมนี้

โรคที่รักษาไม่หาย

มีการออกมายอมรับว่า ปฏิบัติการปล่อยข่าวปลอมเกี่ยวกับโรคเอดส์ถูกสร้างขึ้นมาจาก KGB จริงโดย  Yevgeny Primakov ที่ทำงานให้กับ SVR  จุดประสงค์เพื่อต้องการสร้างความขัดเเย้งให้เกิดขึ้นในอินเดีย ปากีสถาน โดยโยงเเนวความคิดของการต่อต้านอเมริกา(Anti – Americanism)ขึ้นมา ซึ่งเป็นเเนวคิดที่ยังคงแข็งเเรงอยู่ในเกาหลีเหนือ

โฆษณาชวนเชื่อที่ยังคงมีอยู่ในเกาหลีเหนือ สร้างภาพให้สหรัฐฯเป็นปีศาจร้าย

อีกทั้งยังต้องการที่จะสร้างแนวคิดต่อต้านสหรัฐฯ ในประเทศที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ประจำอยู่ที่นั่น ด้วยข่าวปลอมอีกหลายๆรูปแบบ

อย่างที่ได้กล่าวมา มันมีโรคบางชนิดที่รักษาไม่หายนอกเหนือจากโรคเอดส์

แต่ถึงแม้ว่ามันอาจจะรักษาให้หายได้ ถ้ามันทำให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์บางอย่างจากการเจ็บป่วยนั้น พวกเขาก็มักจะหลีกเลี่ยงที่จะเข้ารับการรักษาอยู่ดี

ดูเหมือนวิธีที่จะป้องกัน “เชื้อข่าวปลอม” ที่ดีที่สุดคือการทำให้ผู้คนแข็งแรงขึ้น มีภูมิต้านทานที่ดีขึ้น รู้ว่าอาการของโรคเป็นอย่างไร รู้ว่าเชื้อนี้จะแพร่พันธ์ุได้อย่างไร ต้องทำอย่างไรเพื่อที่ตนเองจะได้ไม่ติดเชื้อ

แต่สำคัญที่สุด คือ เมื่อเรารู้ว่าตัวเองติดเชื้อเเล้ว เราควรจะทำยังไงต่อ?

ปล่อยปละละเลย เข้ารับการรักษา หรือแพร่เชื้อออกไป…

ในปี 1975 มีสายลับคนหนึ่งได้เข้ามาทำงานที่ KGB  เขาเป็นเด็กหนุ่มอนาคตไกลที่มาจาก St. Petersburg เขาเป็นคนที่ได้เห็นการทำงานของKGB ได้ร่วมสร้างเรื่องราวข่าวปลอมขึ้นมา และได้รู้เป็นอย่างดีว่าความกลัวจะเข้าไปควบคุมความคิดของผู้คนได้อย่างไร

 

 

 

Sources: en.wikipedia.org : Operation_Infektion The New York Times : Operation InfeKtion

follow

 

Advertisements

0 comments on “ผู้คิดค้นข่าวปลอม/เชื้อมรณะ/สายลับผู้รู้เห็นทุกสิ่ง – Fake News

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: