History

เมื่อไรที่มนุษย์เริ่มมี “มารยาท”

เมื่อเราอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้า เป็นเรื่องปกติ ที่เราจะไม่เรอใส่หน้าเขา โอบเอวเขาโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต เหยียบเท้า พูดจาเสียงดังราวกับคนหูตึง หรือถ่มน้ำลายยามที่รู้สึกฉุนเฉียวไม่พอใจ

เเต่ในหน้าประวัติศาสตร์ มนุษย์เคยทำอะไรที่ดูโหดร้ายกว่านั้นมาก

สิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์เหมือนเช่นทุกวันนี้ คือการที่มนุษย์เรียนรู้ที่จะเป็นคน “มีมารยาท” และรู้จักควบคุมตัวเอง

มนุษย์พยายามที่จะควบคุมปีศาจร้ายที่ซุกซ่อนในตัวมานานกว่าหมื่นๆปี เพื่อที่จะจำเเนกตัวเองออกจากปีศาจร้ายตนนั้น และเพื่อที่จะบอกกับตัวเองให้รู้สึกสบายใจยิ่งขึ้นว่าเราอยู่เหนือกว่าพวกมัน เราควบคุมมันได้

พอปีศาจตนนั้นเชื่อง มนุษย์จึงเริ่มที่จะเข้าใจว่า การเป็นคนมีมารยาทสามารถนำประโยชน์มาให้แก่เราได้เหมือนกัน ไม่ต่างจากการมีอำนาจในรูปแบบอื่น

มนุษย์ยุคหินผู้ไม่โฟกัสเรื่องมารยาท

ในวัฒนธรรมแมกดาเลเนียน Magdalenian ( 13000 BC ) ผู้คนยังคงอาศัยอยู่ในถ้ำ เป็นยุคที่ผู้คนเริ่มใช้หอกที่ทำมาจากกระดูกในการล่าสัตว์ ชีวิตประจำวันของพวกเขาไม่มีอะไรซับซ้อน จะมีแค่การล่าสัตว์ กิน และการร่วมรัก ส่วนคนที่มีความคิดสร้างสรรค์หน่อยพวกเขาจะหาวิธีล่าสัตว์ใหม่ๆขึ้นมา ไม่ก็เป็นศิลปินวาดภาพตามผนังถ้ำ แกะสลักถ้ำ แกะสลักกระดูก แกะสลักอาวุธ

มนุษย์ถ้ำในวัฒนธรรมแมกดาเลเนียนมีความสามารถในการแกะสลักทุกสรรพสิ่ง

แต่ส่วนใหญ่พวกเขาจะว่างมาก นอนซะเยอะ และก็จะนอนกันเป็นกลุ่มอย่างเปิดเผย ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะแบบเปิดเผย มีการร่วมรักอย่างเปิดเผย แม้แต่การข่มขื่น พวกเขาจะทำอย่างเปิดเผยเช่นกันโดยที่ไม่สนใจผู้ใด และไม่มีการหลบซ่อนใดๆเหมือนในปัจจุบัน

อีกทั้งยังนิยมที่จะกินเนื้อมนุษย์ โดยเฉพาะเนื้อของศัตรู ผู้นำของกลุ่มจะฆ่าศัตรูโดยการตัดหัว ถลกหนังออกให้เหลือเเต่หัวกะโหลกแล้วนำมาใช้เป็นถ้วย

หัวกะโหลกที่ถูกใช้เป็นถ้วย

มนุษย์ยุคหินไม่ใส่ใจเรื่องมารยาทมากนัก แต่ที่เเน่ๆพวกเขาจะใส่ใจเรื่องการเเกะสลักเหลือเกิน

ชาวโรมันผู้รักสะอาด

ในช่วงปี 20 AD ที่โรม ผู้คนจะเริ่มมองเห็นประโยชน์ในการมีมารยาท จึงเริ่มมีกฏการเข้าสังคมขึ้นมาคร่าวๆ

มนุษย์เรียนรู้ที่จะเเยกแยะตัวเองออกจากปีศาจร้ายในใจได้ดีขึ้น และพยายามทำให้มันเชื่องโดยปฏิบัติตามกฏข้อบังคับบางอย่างที่สร้างขึ้นมาจากความเชื่อและการสังเกต เช่น การอาบน้ำทุกๆอาทิตย์ การเล็มขนจมูก มีการดูแลผู้หญิงได้ดีขึ้น หันมากินเนื้อสัตว์ เริ่มเรียนรู้ที่จะแปรงฟันเพราะมองว่ากลิ่นปากทำให้คนอื่นมองเราในเเง่ลบได้ ถ้ามีชายสองคนเข้ามาจีบผู้หญิง ผู้หญิงมีโอกาสที่จะเมินหน้าหนีผู้ชายที่มีกลิ่นปากเหม็นกว่า

ชาวโรมันเริ่มทดลองทำยาสีฟันด้วยสูตรใหม่ๆไปเรื่อย ไม่ว่าจะทำมาจากกระดูกที่ถูกบดละเอียด เปลือกหอยที่บดละเอียด หรือเเม้แต่ปัสสาวะของม้าไอบีเรียนที่นิยมใช้เพื่อฆ่าเชื้อต่างๆเหมือนแอลกอฮอล์ในปัจจุบัน

เมื่อคิดถึงความสะอาดพวกเขาจะนึกถึงปัสสาวะของม้าไอบีเรีย

ถึงเเม้พฤติกรรมส่วนใหญ่จะดูแปลกๆอยู้บ้าง แต่ผู้คนในยุคนั้นเริ่มโชว์ให้เห็นถึงระบบความคิดที่ลึกซึ้งขึ้น เเคร์คนอื่นมากขึ้น พวกเขาเริ่มตั้งคำถามกับความรัก พวกเขาเริ่มเห็นว่าความรักที่เกิดจากใช้กำลังในการบังคับ กับความรักที่เกิดจากการหลงใหลซึ่งกันและกันมันต่างกันยังไง

อีกทั้งชาวโรมันยังเชื่อว่าการทำตัวให้สะอาดจะทำให้พวกเขาดูมีอารยธรรมมากกว่าชาวบาบาเรียนที่อยู่เเถวๆนั้น พวกเขาดูสกปรกและป่าเถื่อน เรียกได้ว่าชาวโรมันเหยียดชาวบาบาเรียนก็คงจะไม่ผิดนัก

มารยาทจึงกลายเป็นส่วนสำคัญในการแบ่งแยกอารยธรรมออกจากกัน

เพลงรักที่อาจไม่มีคำว่ารัก?

ในปี 1152 เจ้าหญิงอาลีเยนอร์( Eleanor of Aquitaine )จากฝรั่งเศสสมรสกับเจ้าชายเฮนรี่ที่ 2 ( Henry II of England ) จากอังกฤษ ตามธรรมเนียมปฏิบัติ

เจ้าหญิงให้นักแต่งเพลงเบอร์เนต( Bernet de Vantadour) แต่งเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก เพื่อให้เธอกับเจ้าชาย แต่ในเนื้อหาของเพลงจะไม่ได้เล่าถึงความรักที่ดูดดื่มทั่วๆไป แต่มันเล่าถึงความปรารถนาของ เจ้าหญิงอาลีเยนอร์ที่อยากจะเห็นเจ้าชาย รวมถึงเพื่อนๆผู้ชายของเขา ปฏิบัติกับผู้หญิงให้ดีกว่านี้ เฉกเช่นคนที่มีอารยธรรมที่ดี

 เจ้าหญิงอาลีเยนอร์กับเพื่อนๆของเธอใช้บทกลอนเพื่อบอกผู้ชายว่าพวกเขาควรปฏิบัติกับพวกเธออย่างไร ส่งผลทำให้แนวความคิดของสังคม จริยธรรมทางสังคมเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ โดยเฉพาะเเนวคิดทางเพศที่ผู้ชายมีให้ต่อผู้หญิง

เจ้าหญิงอาลีเยนอร์ให้การสนับสนุนงานศิลปะและชื่นชอบวรรณกรรมแนวโรแมนติกเป็นที่สุด

ผู้หญิงเริ่มเรียนรู้ที่จะขัดขืนมากขึ้น ทำให้ผู้ชายเรียนรู้ที่จะประนีประนอมมากขึ้นเช่นกัน  มองว่าการประนีประนอมนี้เป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องศักดิ์ศรีของความเป็นผู้หญิง และเป็นตัวแยกแยะผู้หญิงอันสูงศักดิ์กับหญิงบำเรอทั่วๆไปออกจากกัน

พวกเธอใช้สื่อบันเทิงเพื่อปรับปรุงมารยาทและจริยธรรมของสังคม โดยสร้างสิ่งที่เรียกว่า “การคุกคามทางเพศ” ( Sexual Harassment ) ขึ้นมาให้ผู้คนได้เรียนรู้ และเธอคงจะภูมิใจไม่น้อยที่ปัจจุบันผู้คนเริ่มที่จะพูดถึงมันมากขึ้น จนสามารถนำคนไปลงโทษได้แล้วในหลายๆคดี

ค่านิยมหลายประการ

ในปี 1209 วรรณกรรม กาพย์กลอน และหนังสือ Non-Fiction ประเภท How to … ได้ถูกเผยแพร่มากขึ้นในอังกฤษ

หนังสือที่ชื่อว่า “หนังสือแห่งชายผู้มีอารยธรรม”  (The book of civilized man) ของ Daniel of beccles เขียนด้วยภาษาละตินมีเนื้อความถึงมารยาททางสังคมที่ควรปฏิบัติ เช่น ถ้าคุณรู้สึกว่าอยากจะเรอ ให้เงยหน้าขึ้นไปบนเพดาน, ถ้าเห็นศัตรูกำลังนั่งถ่ายอุจจาระอยู่อย่าเพิ่งเข้าไปจู่โจม , อย่าจ้องมองเสื้อผ้าที่ผู้หญิงสวมใส่มากจนเกินไป , อย่าเเคะจมูกต่อหน้าผู้ใหญ่  ถ้าเรียกหนังสือนี้ให้ทันสมัยหน่อยก็คงจะประมาณว่า “เดเนียลสอนชายให้เป็นชาย” ก็คงจะไม่แปลกนักในปัจจุบัน

หน้าปกของหนังสือ The book of civilized man

แนวคิดต่างๆถูกปรับใช้ในชีวิตจริงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเพราะต้องการแสดงออกว่าคนที่นำเเนวคิดนี้มาปฏิบัติเป็นคนที่อ่านหนังสือ เเละคนที่อ่านหนังสือคือผู้ดี

ผู้คนล้วนอยากจะเป็นผู้ดี เป็นคนมีอารยธรรมทั้งนั้น คนชนชั้นล่างจึงนำแนวคิดนี้มาปฏิบัติ ซึ่งมันน่าจะเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นผู้ดีขึ้นมา

เรียนรู้ที่จะเปราะบาง

ในเวนิสปี 1450 งานออกแบบที่นั่นถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะงานจำพวกแก้ว

แองเจโล่ (Angelo Barover) คือนักทำแก้วที่มีชื่อเสียง แก้วจะถูกทำขึ้นที่เกาะมูราโน ซึ่งเเก้วแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมคือเเก้วที่มีความเปราะบางที่เรียกว่า Vanetian Glass

แก้วที่ดูเปราะบางตามเเบบฉบับของVanetian Glass

มันอาจจะได้รับความนิยมจนมียอดสั่งเข้ามาเยอะเพราะมันเเตกง่ายซะเหลือเกิน แต่แก้วนี้ไม่ได้ถูกออกเเบบมาให้เเตกง่าย หรือเกิดจากความผิดพลาดในการผลิตแต่อย่างใด เพียงแต่แองเจโล่ต้องการจะนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆในการดื่มต่างหาก เพราะแก้วนี้จะไม่เเตกถ้าผู้คนเรียนรู้ว่ามันควรจะถืออย่างไร

แองเจโล่ได้สร้างความงามรูปแบบใหม่ขึ้นจากงานออกแบบ เป็นความงามของการประนีประนอม การไม่เเข็งกร้าว การไม่เเข็งกระด้าง การมีสติ และการเเสดงออกถึงความอ่อนโยนผ่านการเคลื่อนไหวที่ระมัดระวัง

มันทำให้ผู้ชายเรียนรู้ที่จะใช้นิ้วอย่างนุ่มนวลในการจับเเก้วมากขึ้น มันยังสอนให้คนชั้นสูงเรียนรู้ที่ปฏิบัติต่องานสร้างสรรค์อย่างให้เกียรติ ไม่ใช่รอเเต่สั่งแก้วเข้ามาใหม่เรื่อยๆยามที่เเก้วมันเเตก จนกลายเป็นว่าการทำอะไรด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ ประณีต เป็นสิ่งที่ดูมีอารยธรรมประจำยุคสมัย

มารยาทในยุคนี้จึงแบ่งคนที่เป็นสุภาพชนกับคนที่มีความหยาบกระด้างออกจากกัน

มารยาทบนโต๊ะอาหาร

ในมาร์กเซย ฝรั่งเศส ปี 1533 เจ้าหญิงแคทเธอรีน เดอ เมดิชิ (Catherine de’ Medici) อายุ 14 จากอิตาลีสมรสกับเจ้าชายฝรั่งเศส พระเจ้าอองรีที่ 2 แห่งฝรั่งเศส ( Henry II of France)  เธอได้นำวัฒนธรรม เเฟชั่นเสื้อผ้า งานออกแบบ อาหาร เข้ามาเผยเเพร่ที่ฝรั่งเศสด้วย หนึ่งงานออกแบบที่สำคัญที่ได้ถูกเผยเเพร่ คือ ส้อม

ส้อมกับมีดที่ใช้ในการกินอาหาร พบที่ฝรั่งเศสในช่วงปี 1500 -1600

ผู้คนเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ส้อมกับมีดในการหั่นเนื้อสเต็ก เเทนที่จะใช้มืออย่างที่เคยเป็น วัฒนธรรมการทานอาหารโดยใช้ส้อมเเพร่กระจายไปทั่วยุโรป จนกลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ นอกจากทำให้ดูมีมารยาทแล้ว มือยังไม่เปื้อนอีกด้วย

การใช้ส้อมกับมีดจึงกลายเป็นหมุดหมายที่สำคัญในการแบ่งแยกคนชาติยุโรปออกจากชาติในทวีปอื่นที่มีวิธีการกินอาหารที่ต่างกัน

มารยาทที่ดีอาจจะเป็นภาพลวงตา

ปี 1750 นักปรัชญาชาวสวิตฯ ฌ็อง-ฌัก รูโซ ( Jean-Jacques Rousseau ) ได้เผยเเพร่งานเขียนในชื่อ A Discourse on the Arts and science เขาเผยให้เห็นอีกมุมหนึ่งของคนที่ไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของพวกอารยชน

พวกเขาจะมีมารยาทที่ซับซ้อนน้อยกว่าคนที่เป็นอารยชน เป็นคนที่ตรงไปตรงมามากกว่า โดยไม่สนความมีอารยรรมที่อาจจะดูมีธรรมเนียมปฏิบัติมากเกินไป และไร้ซึ่งเหตุผลในบางที

ฌ็อง-ฌัก รูโซ มองว่าการไม่ยึดติดกับธรรมเนียมมากเกินไป เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญทำให้คนรู้จักตั้งคำถาม มีความกระตือรือร้น เเละรู้จักตอบโต้ตรงไปตรงมาเพื่อหาความจริง

แนวคิดของ ฌ็อง-ฌัก รูโซ ยังคงถูกคลางแคลงสงสัยอยู่บ้างเพราะสิ่งที่เขาพูดหรือตีพิมพ์มักจะไม่มีแหล่งอ้างอิงใดๆ ทั้งหมดมาจากทัศนคติของเขาล้วนๆ และมีลักษณะของการเป็นนักสั่งสอน ผู้สร้างแรงบันดาลใจมากกว่านักปฏิบัติ

มารยาทในตอนนั้นดูเหมือนจะเป็นเครื่องมือในการเเบ่งเเยก และรักษาอำนาจเสียมากกว่า ไม่ใช่สิ่งที่พัฒนาความเป็นมนุษย์ อีกทั้งการทำตัวเยี่ยงคนมีมารยาทยังสามารถเรียนรู้ และปลอมได้ เเม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่คนที่มีมารยาท หรือให้เกียรติผู้อื่นจริงๆ

ฌ็อง-ฌัก รูโซ คิดว่ามารยาทได้ถูกเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ที่ผู้คนเคยใช้มารยาทเป็นเครื่องมือที่ใช้กําราบปีศาจร้ายในจิตใจของมนุษย์ เเต่กลับกลายเป็นผู้คนใช้มารยาทเหมือนเป็นอาวุธในการทำร้ายคนที่ไร้มารยาทอย่างชอบธรรม โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงใดๆเลย

แนวคิดของฌ็อง-ฌัก รูโซ ทำให้คนหันมาคิดอะไรง่ายๆ ตรงไปตรงมามากขึ้น แต่งตัวสบายๆมากขึ้น ถ้าร้อนก็ถอดเสื้อ อยากเต้นก็เต้น อยากเมาก็เมา

เมื่อมารยาทของอารยชนหรือชนชั้นสูงถูกทำให้ซับซ้อนน้อยลง กับการที่ชนชั้นล่างหรือคนที่ไร้มารยาทพยายามปรับตัวในการเข้าสังคมมากขึ้น “กาลเทศะ”  จึงถือกำเนิดขึ้น

เป็นการปฏิบัติที่มีความเหมาะสมโดยยึดโยงกับกาลเวลาและสถานที่เป็นหลัก ไม่ใช่กฎเกณฑ์มารยาทตายตัวที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยชนชั้นนำในสังคม

วัฒนธรรมการแบ่งแยกที่ต่างกัน

ในปี 1827 อเล็กซิส เดอ ทอกเกอวิลล์ (Alexis de Tocqueville) เดินทางไปนิวยอร์ก เพื่อไปเรียนรู้ถึงจิตวิญญาณของสังคมสมัยใหม่ที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ซึ่งเขาก็แปลกใจมากในรูปแบบมารยาทที่ต่างออกไปจากยุโรป

ในยุโรปมารยาทเป็นสัญลักษณ์ในการเเบ่งชนชั้น ชนชั้นล่างนอบน้อมต่อข้าราชการ ข้าราชการนอบน้อมต่อชนชั้นกษัตริย์ แต่ที่ในสหรัฐฯไม่ได้มีพฤติกรรมใดๆเลยในการเเบ่งเเยกชนชั้น ผู้คนสามารถเล่นหยอกล้อ ทักทายกันได้หมด แทบไม่สามารถแยกแยะกันได้เลยว่าใครมีฐานะดีกว่ากันเมื่อมองจากการเเต่งตัวภายนอก

แต่มีสิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวเเบ่งชนชั้นของคนที่นี่คือ  การมีสีผิวที่ต่างกัน  คนดำกับคนขาวอาจจะเเต่งตัวเหมือนกันเเต่การมีสีผิวที่ต่างกันทำให้พวกเขาไม่สามารถเทียบชนชั้นกันได้

การโหวตครั้งแรกของชาวผิวสีในสหรัฐฯ ในปี 1870

ทอกเกอวิลล์ มองว่าการที่ผู้คนพยายามทำตัวให้เท่าเทียมกัน จะทำให้ผู้คน “รู้สึกดี” คิดว่าคนทุกชนชั้นมีอำนาจเท่ากัน คนในชนชั้นล่างอาจจะคิดเเบบนั้น แต่คนในชนชั้นบนอาจจะไม่ได้คิด

ความ “รู้สึกดี” นั้นผลักดันทำให้ผู้คนกล้าที่จะฝันมากขึ้น คิดว่าตัวเองจะสามารถขยับฐานะขึ้นไปสู่ชนชั้นนำในสังคมได้ เเต่เมื่อผู้คนเริ่มรู้ว่าสังคมไม่ได้เท่าเทียมกันอย่างที่คิด  ผู้คนจึงรู้สึกว่าพวกเขาถูกหักหลังจากโลกเเห่งความจริง ความเจ็บปวดเจ็บใจนี้ทำให้เเนวคิดด้านการปฏิวัติค่อยๆก่อตัวขึ้นมา

ชนชั้นล่างเริ่มที่จะออกมาต่อสู้กับชนชั้นนำ คนผิวสีเริ่มที่จะต่อสู้กับคนผิวขาว

พวกเขาเริ่มต้นจากการขัดขืนก่อน ไม่ต่างจากปี 1152 ที่ผู้หญิงเริ่มจะเรียนรู้ที่ขัดขืน ในการร่วมรักกับผู้ชายที่ไม่ให้เกียรติพวกเธอ แต่สำหรับการปฏิวัติทางการเมือง การขัดขืนจะทำให้ผู้คนอดตายจนไม่เหลือเเรงจะสู้ บีบเค้นทำให้นักปฏิวัติต้องก่อความรุนเเรงขึ้นจนกลายเป็นผู้กระทำความผิดในที่สุด  แต่มันจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องทันทีถ้าการปฏิวัตินั้นสำเร็จ

เพราะฉะนั้นต่อให้มนุษย์ไม่มีการเเบ่งเเยกกันในเรื่องชนชั้น มนุษย์ก็ยังจะหาทางแบ่งแยกกันในเรื่องอื่นอยู่ดี

เหมือนการที่มนุษย์พยายามแบ่งแยกปีศาจร้ายออกจากตนเอง หรือใช้อำนาจข่มปีศาจร้ายนั้นเอาไว้ไม่ให้มันเเสดงตัวออกมา

ใส่เน็กไท

เน็กไทถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการยึดติดกับธรรมเนียมปฏิบัติ และมารยาททางสังคมของชนชั้นนำในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่คนในโลกอนาคตจะต้องสงสัยอย่างเเน่นอนว่า “มันมีเพื่ออะไร” เหมือนกับแฟชั่นหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์

เน็กไทถูกพัฒนาจากปลอกคอ เพื่อรักษาร่างกายให้อบอุ่นจากอากาศหนาวจัด ซึ่งมีหน้าที่คล้ายๆผ้าพันคอ อีกทั้งยังสามารถประยุกต์ใช้งานได้สารพัดประโยชน์ เหมือนผ้าพันคอของลูกเสือสำรอง

รูปปั้นทหารที่ถูกใช้ในราชพิธีสวรรคตของจิ๋นซีฮ่องเต้ ที่เชื่อว่า เกิดขึ้นในปี  210 BC

ผ้าพันคอในลักษณะปลอกคอนี้ถูกนำมาใช้ต่อเนื่อง ยาวนานกว่าศตวรรษ จากซากที่ถูกขุดค้นพบที่ประเทศจีน พบว่าทหารใช้ผ้าพันคอมาตั้งเเต่ปี 210 BC

ช่วงศตวรรษที่17  พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กษัตริย์แห่งฝรั่งเศสทอดพระเนตรเห็นผ้าพันคอคราแวต  ของทหารโครเอเชีย แล้วเกิดสนพระทัยแล้วอยากจะมีเหมือนเเบบนั้นบ้าง

คราเวตในแบบโครเอเชีย

ประโยชน์ของ คราแวต พอจะมีอยู่บ้าง นอกจากจะถูกใช้เป็นเครื่องประดับเเล้วมันยังช่วยป้องกันไม่ให้กระดุมหลุดอีกด้วย  ขุนนางฝรั่งเศสที่ชอบใส่อะไรบางอย่างไว้ที่คอของตัวเองอยู่เเล้วชื่นชอบมันมาก ๆ เเล้วให้ข้าราชบริพารเลียนเเบบ สีสันได้ถูกปรับเปลี่ยนให้หลากหลายขึ้นจนกลายเป็นแฟชั่นขึ้นมา ทำให้มีดีไซน์ที่หลากหลายออกมาเรื่อยๆ เช่น เเบบลูกไม้ แบบมีโบว์

พอมาถึงช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่วงศตวรรษที่ 18 แนวคิดด้านการออกเเบบได้เปลี่ยนไป รวมทั้งปลอกคอที่ถูกทำให้เล็กลงมากขึ้น ไม่ต่างจากงานออกแบบอื่นๆ เพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนการผลิตให้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น และเริ่มเป็นที่รู้จักกันในนามของ “เน็กไท”

โรงเรียนอ๊อกฟอร์ดเริ่มนำเน็กไทไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในเครื่องแบบ มันถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในชุดทำงาน เพื่อให้ดูภูมิฐาน มีวัฒนธรรม มีมารยาท

ปี 1920 เน็กไทถูกทำให้เล็กลงไปอีก ขนาดเท่ากับที่เราเห็นส่วนใหญ่ในปัจจุบัน โดยช่างทำเน็กไทที่นิวยอร์ก Jesse Langsdorf ที่พับขอบตรงปลายเน็กไท 45 องศาให้มันดูดโฉบเฉี่ยว คล่องตัวมากขึ้น

ปี 2013 ในการประชุมสุดยอดผู้นำ G8 ผู้นำตกลงกันว่าจะไม่ใส่เน็กไท อีกทั้งยังทำตัวสบาย ไม่เครียด มีการกอดกัน จับมือกันอย่างกับคนสนิท  พยายามตอกย้ำเเนวคิดของฌ็อง-ฌัก รูโซ ที่ว่าธรรมเนียม หรือมารยาทที่มากเกินไปเป็นเครื่องมือของชนชั้นศักดิดาที่ต้องการยกตนเองให้พิเศษเหนือกว่าคนอื่น

การประชุมสุดยอดผู้นำ G8 ที่ดูสบายๆเสมอภาคกัน [ http://www.vanityfair.com ]

หลังจากการประชุมสุดยอดผู้นำครั้งนั้น ทำให้ความนิยมในการผูกเน็กไทไปทำงานของผู้คนทั่วโลกลดลง

ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณที่ดี ที่ผู้คนพยายามทำให้สังคมเสมอภาคกันโดยการลดทอนมารยาทที่ไม่สมเหตุสมผลออกไป

ซึ่งถ้ามองในมุมของ อเล็กซิส เดอ ทอกเกอวิลล์ มันอาจจะคล้ายๆกับตอนที่เขาได้เห็นความเสมอภาคครั้งเเรกที่นิวยอร์ก ในปี 1827 ที่เขาอยากจะเชื่อว่าผู้คนสามารถเสมอภาคกันได้จริงๆ

 

 

 

Source : The School of Life

follow

Advertisements

0 comments on “เมื่อไรที่มนุษย์เริ่มมี “มารยาท”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: