History Recommended

บริษัทที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์โลก?

ในหน้าประวัติศาสตร์โลกเราจะเห็นชาติเล็กๆอยู่ชาติหนึ่งที่ชอบเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในเเถบเอเชียอยู่บ่อยๆครั้ง ผู้คนเรียกพวกเขาว่าชาวฮอลันดา ชาวฮอลแลนด์ หรือชาวดัตช์ เเต่ทำไม่ชาติเล็กๆอย่างฮอลแลนด์ถึงได้กลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกตอนนั้น

เเละอะไรที่ทำให้ Dutch East India Company กลายเป็นบริษัทที่ร่ำรวยที่สุดตลอดกาลในประวัติศาสตร์โลก?

ทางออกที่ยั่งยืน

ช่วง 1543–1602  ฮอลแลนด์ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของโปรตุเกสเเละสเปนอยู่ มีการสู้รบกันไปๆมาๆอย่างยืดยาว ไม่จบสิ้นของสเปนเเละอังกฤษ ( Anglo-Spanish War ) ที่ดูเหมือนหลายๆประเทศรอบข้างจะซวยไปด้วย เเละฮอลแลนด์ก็เป็นหนึ่งในนั้น

โปรตุเกสกับสเปน เป็นนักล่าอาณานิคมที่มีอำนาจ พวกเขาร่ำรวยมากๆจากการค้าเเรงงานทาส เเละส่งออกนำเข้าสินค้า ชาวดัตช์จะซื้อพริกจากลิสบอนเพื่อไปขายต่อให้กับประเทศต่างๆทั่วยุโรป ซึ่งตอนนั้นโปรตุเกสเป็นประเทศที่ผูกขาดการค้าพริกอยู่ พวกเขานำเข้าส่งออกพริกมาเป็นสิบๆปี

พริกอาจจะเห็นทั่วไปในปัจจุบัน เเต่สมัยนั้นพริกถือเป็นวัตถุดิบที่หายากมากๆ มันสามารถเอามาใช้เป็นยา หมักดองอาหาร ทำให้เนื้อมีรสชาติ เเละเชื่อว่าทำให้สุขภาพดี

ชาวโปรตุเกสเชี่ยวชาญด้านการทำอาหารมากเเล้วชอบเเนะนำเครื่องเทศ เมนูใหม่ๆให้กับประเทศที่พวกเขาไปเยือนเสมอพร้อมพยายามเผยเเผ่ศาสนาคริสต์ไปในตัว วัชกู ดา กามา ( Vasco-da-Gama ) ได้เเนะนำพริกจากอเมริกาใต้ให้อินเดียได้รู้จัก เเล้วใช้อินเดียเป็นเเหล่งปลูกพริกให้โปรตุเกสในเวลาต่อมา

วัชกู ดา กามา บุกเบิกเส้นทางไปสู่เอเชีย  [ Image source : CROSSING THE OCEAN SEA ]

เเต่ในปี 1580 โปรตุเกสต้องเจอกับปัญหาภายในที่หากษัตริย์มาสืบทอดอำนาจไม่ได้ สเปนได้เข้าไปควบคุมโปรตุเกส ลิสบอนจึงถูกตัดขาดการทำธุรกิจกับฮอลเเลนด์ไป ทำให้พวกเขาขาดรายได้ จึงต้องล่องเรือไปเอาพริก เเละต้องสร้างเครือข่ายการค้าด้วยตนเอง ถึงเเม้ว่ามันจะไกลมากๆก็ตาม

ฮอลแลนด์ไม่มีทางเลือกมากนัก พวกเขาต้องการทำให้เศรษฐกิจในประเทศเข้มเเข็งเพื่อที่จะป้องกันการรุกรานจากชาติอื่นๆ พวกเขาจึงเลือกทำในสิ่งที่พวกเขาถนัดที่สุดนั่นก็คือการล่องเรือ ทุกคนที่นั่นเติบโตเเละเข้าใจวิถีของชาวประมงเป็นอย่างดี เเต่ดูเหมือนมันจะถึงเวลาเเล้วที่พวกเขาจะเปลี่ยนไปทำอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่า

เรือขนส่งสินค้าจากท่าเรืออัมสเตอร์ดาม [ Image source : ipfs.io ]

ในปี 1594 พวกเขาจึงก่อตั้งบริษัทขึ้นเพื่อไปเอาพริกจาก มาลูกู- อินโดนีเซีย

ในปี 1596 -1597 พวกเขาส่งเรือไปลำเเรก ซึ่งพอเอาของมาขาย ก็ได้กำไรเกินกว่าค่าเดินทางทั้งหมด จากนั้นพวกเขาส่งเรือไปอีกรอบ 2 ในปี 1598–1599 พวกเขาขายของได้กำไรถึง 400%

หลังจากนั้นจึงเกิดบริษัทเดินเรือเพื่อไปเอาพริกมาขายมากมายในฮอลแลนด์

ในช่วงเเรกๆพวกเขาประสบความยากลำบากในการล่องเรือระยะไกลเเบบนั้น ช่วง 6 ปีเเรกมีการส่งเรือไป 65 ลำ เรือ 1 ใน 10 จะไม่ได้กลับมาเพราะสูญหาย ส่วนพวกที่กลับมาได้ ก็เหลือลูกเรือเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น

เเต่นอกเหนือจากพริกที่ได้กลับมาเเล้ว พวกเขายังได้ความรู้มหาศาลในการล่องเรือระยะไกล รู้ว่าจะล่องเรือเเบบไหนถึงจะปลอดภัยเเละมีประสิทธิภาพสูงสุด จนขยายสถานะตัวเองจากชาวประมงเป็นนักสำรวจในเวลาต่อมาได้สำเร็จ เเละยังรู้ถึงวิธีการที่จะสร้างเครือข่ายในการทำธุรกิจกับประเทศต่างๆอีกด้วย

ความรู้นี้ทำให้พวกเขาเป็นชาติที่ล้ำหน้าที่สุดในการล่องเรือเพื่อทำธุรกิจเหนือกว่าชาติไหนๆในตอนนั้น เเต่การที่กลุ่มพ่อค้าชาวดัตช์เเย่งกันทำมาหากินเเบบนี้ก็จะไม่มีวันที่จะสู้กับชาติอังกฤษหรือสเปนได้อยู่ดี ที่จ้องจะมาเอาผลประโยชน์ตัดหน้าชาติเล็กๆอยู่เสมอ พวกเขาจำเป็นจะต้องร่วมมือกัน

สัญลักษณ์ VOC เห็นได้ทั่วไปในงานศิลปะโบราณในเเถบเอเชีย

 

ในปี 1602 กลุ่มของนักเดินเรือชาวฮอลแลนด์ได้รวมตัวกัน พร้อมร่วมมือกับทางรัฐบาลโดยใช้ชื่อการรวมกลุ่มนี้ว่า Dutch East India Company ( VOC ) เพื่อให้พวกเขาทำงานได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจเพื่อนำเข้าเครื่องเทศจากชาติอื่นๆมาด้วย ซึ่งพวกเขาจะได้รับอำนาจอย่างเต็มที่จากทางรัฐบาล

พวกเขาจะเข้าไปเยือนแผ่นดินอื่นๆในฐานะรัฐบาลของประเทศฮอลแลนด์ พร้อมกองทัพที่ตามไปด้วย

นอกจากจะเอาพื้นที่มาเเล้ว ชาวดัตช์ยังเอาชาวเกาะมาเป็นทาสอีกด้วย [ Image source : http://www.geheugenvannederland.nl ]

Dutch East India Company กลายเป็นความหวังหนึ่งเดียวที่จะทำให้ฮอลแลนด์เป็นอิสระจากสเปน พวกเขาต้องการใช้ธุรกิจนี้ เป็นอำนาจในการต่อรองไม่ให้ชาติมหาอำนาจอื่นเข้ามารุกราน สามารถต่อรองในยามที่พวกเขาต้องการขยายอาณานิคมไปในชาติอื่นๆ รวมถึงต่อรองราคาทาสด้วย

วางแผนระยะยาว…

เเต่การจะเป็นชาติมหาอำนาจที่จะผูกขาดสินค้าไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น พวกเขาต้องการเงินทุนมหาศาลจากชาวเมือง โดยอาจจะให้เเรงจูงใจต่อนักลงทุนด้วยผลตอบเเทนที่มากขึ้นในอนาคต มันจึงเกิดเเนวคิดของการซื้อขายหุ้นขึ้นมา

ตลาดหุ้นที่เเรกของโลกจึงเกิดขึ้น ที่อัมสเตอร์ดัม

ตลาดหุ้นที่เเรกของโลก[ Image source : wikiward / wikimedia.common ]

ทำให้ Dutch East India Company กลายเป็นบริษัทเเรกของโลกที่มีการซื้อขายเเบบหุ้น คนร่ำรวยหรือเเม้เเต่คนที่อพยพเข้ามาต่างพากันเข้าตลาดหุ้นเพื่อทำการซื้อขาย จนท้ายที่สุดสามารถระดมทุนได้ถึง 110 ล้านเหรียญ ( ค่าเงินในปัจจุบัน )

พวกเขามีเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ 150 ลำ 40 เรือรบ พนักงาน 5 หมื่นคน ทหารกว่า 1 หมื่นนาย กระจายไปที่จุดขนส่งสินค้าต่างๆ

ในปี 1611 พวกเขาผูกขาดพริกได้สำเร็จที่อินโดนีเซียเเล้วจัดตั้งสำนักงานใหญ่ที่จาการ์ตา มีธุรกิจนำเข้าผ้าทอจากอินเดีย เพื่อแลกกับเครื่องเงินจากญี่ปุ่น นำเข้าผ้าไหมจากจีนไปขายต่อที่อื่น ทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางเเล้วไปขายต่อ ซึ่งสินค้าที่พวกเขานำไปขายต่อ สามารถมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 1,500%

บริษัทได้สร้างเครือข่ายเชื่อมต่อท่าเรืออย่างเป็นระบบ เเละพวกเขายังสร้างกองทัพเพื่อ “คืนความสุขให้ประชาชน” ด้วยอาวุธครบมือในพื้นที่ที่พวกเขาเข้าไปทำการค้า สิ่งที่พวกเขาทำนี้เป็นสิ่งใหม่ที่ชาติอื่นไม่ทำกันในตอนนั้น ซึ่งได้กลายเป็นเเนวทางให้ชาติอื่นทำตามในเวลาต่อมา

เรือขนส่งสินค้า VOC ในมุมมองของศิลปินชาวญี่ปุ่น [ Image source : Pictures from History / Granger, NYC ]

นอกเหนือจากทำการค้าพวกเขายังหาโอกาสไปสำรวจผืนแผ่นดินอื่นๆด้วย จนพวกเขาได้พบประเทศใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น… การค้นพบนิวซีแลนด์ ในปี 1642

ค้นพบเกาะฟอรโมซ่าในปี 1642 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อมาเป็นไต้หวัน

ค้นพบนิวฮอลแลนด์ ในปี 1644 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อมาเป็นออสเตรเลีย

พวกเขามีอำนาจเหนือสเปนในท้ายที่สุด จนสามารถประกาศอิสรภาพอย่างเป็นทางการได้ในปี 1648

อยุธยาในสายตาของศิลปินชาวดัตช์ที่ทำงานให้กับ VOC Johannes Vingboons วาดไว้ในช่วงปี 1662 -1663 [Image source : commons.wikimedia.org ]

จนในปี 1669 Dutch East India Company กลายเป็นบริษัทที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ส่วนหนึ่งของเงินที่พวกเขาหามาได้จะนำไปสร้างแผ่นดิน( Land reclamation )ให้กับประเทศของตนเอง เนื่องจากภูมิศาสตร์ที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล

มีการถมดินให้สูงขึ้น ( เป็นเหตุผลว่าทำไมปัจจุบันพื้นแผ่นดินฮอลแลนด์ถึงราบเรียบเหมาะกับการปั่นจักรยาน ) เเละยังมีการสร้างระบบชลประทานครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เพื่อสร้างระบบจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ

เเต่สิ่งที่ทำให้ Dutch East India Company ร่ำรวยเเบบสุดขีดไม่ใช่เครื่องเทศ เเต่มันคือดอกทิวลิป

ไร้ทิวลิปในฮอลเเลนด์ [ Image source : http://www.thebulletin.be ]

หุ้นทิวลิป

ผู้คนรู้จักดอกทิวลิปในช่วงเเรกๆที่ตุรกีในปี 1554 มันเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง เเละได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ การมีดอกทิวลิปในสวนถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง ปกติเเล้วดอกทิวลิปจะใช้เวลา 7-12 เดือนถึงจะออกดอก เเละก็เบ่งบานเพียง 1 อาทิตย์เท่านั้น ด้วยความที่มันหายาก เลี้ยงดูยากจึงเป็นสัญลักษณ์ของความทะเยอทะยานของสังคมชั้นสูง

ชาวดัตช์ได้สร้างรูปแบบการเงินเป็นระบบ ผ่านตลาดหุ้น เเละยังสามารถสร้างระบบการนำเข้าส่งออกให้กับทิวลิปทุกๆเดือนได้ด้วย ซึ่งราคาจะถูกตั้งในช่วงที่ทิวลิปได้ออกดอกเเล้ว

ชาวดัตช์ได้สร้างนิยามที่ถูกใช้กันมากในปัจจุบันนั่นก็คือคำว่า “เก็บไว้ลงทุน” อันนำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจในเวลาต่อมา

ในช่วงปี 1630 ผู้คนเเห่กันขายของใช้ส่วนตัวเพื่อเอาเงินไปลงทุนกับทิวลิป เพราะเห็นพ่อค้าระดับตัวท๊อปทำเงินได้ถึง 6 หมื่นเหรียญต่อเดือน (ค่าเงินในปัจจุบัน)

หลังจากที่ทิวลิปเข้าตลาดหุ้น เเละมีการซื้อขายกันอยู่ทั้งใน อังกฤษ ฝรั่งเศส ราคาของมันจึงสูงขึ้นเรื่อยๆชนิดที่ฉุดไม่อยู่

เพื่อให้เห็นภาพ ในช่วงที่ทิวลิปมีราคาสูงที่สุด  ดอกทิวลิปดอกนึงจะมีราคาสูงมากกว่ารายได้ตลอดทั้งปีของคนใช้เเรงงานทั่วไปถึง 10 เท่า

จนถึงวันที่เกิดฟองสบู่เเตกครั้งเเรกของโลกในปี 1636

หุ้นทิวลิปที่ตกลงฮวบฮาบในปี 1636 [ Image source : amsterdamtulipmuseumonline.com ]

สัญญาณมันเริ่มขึ้นตอนที่นายหน้าจากทางเหนือของฮอลแลนด์ไม่เข้ามาร่วมการประมูลราคาเหมือนอย่างที่เคยเป็น มันเป็นสัญญาณบอกถึงราคาจะไม่สูงไปมากกว่านี้เเล้ว หลังจากนั้นก็เริ่มมีพ่อค้ารายใหญ่ๆทยอยขายหุ้น เพราะรู้สึกเป็นกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พ่อค้ารายเล็กๆจึงแห่กันขายตามมา จนหุ้นร่วงเป็นประวัติการณ์ ภายใน 1 อาทิตย์ ประเทศฮอลแลนด์จึงเกิดภาวะฝืดเคืองทางเศรษฐกิจอย่างรุนเเรง

เเต่นั่นคือการเรียนรู้ครั้งสำคัญของรัฐบาลฮอลแลนด์ ว่าทำอย่างไรถึงไม่ให้สถานกาณ์เเบบนี้เกิดขึ้นอีก

Dutch East India Company ยังคงเดินหน้าเปิดสาขาใหม่ๆทั่วเอเชียเเละแอฟริกาต่อไป เพราะมีอะไรหลายอย่างที่ยังขายได้อยู่ จนถึงปี 1669 พวกเขาได้กลายเป็นบริษัทที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์โลกโดยมีมูลค่ารวมถึง 7.9 ล้านล้านเหรียญ

เปรียบเทียบมูลค่าของ VOC กับบริษัทชั้นนำในปัจจุบัน [ Image source: Visual Capitalist ]

ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบันก็ให้ลองเอา Apple , Microsoft , Google มารวมกันเเล้วคูณ 3 เข้าไปก็จะมีมูลค่ารวมเท่ากับ  Dutch East India Company

ระบบการจัดการที่เกิดในบริษัทส่งผลอย่างมากต่อเเนวคิดทางธุรกิจในปัจจุบัน เพราะมันเป็นบริษัทเเรกๆของโลกที่มีการจัดการที่ซับซ้อนเเบบนั้น มีการสร้างความน่าเชื่อถือ มีการสร้างระบบการร่วมทุนโต๊ะจีนเพื่อสร้างระบบการค้าแบบผูกขาด

เป็นส่วนสำคัญในการถ่ายทอดวิทยาการล้ำสมัยให้กับชาวเอเชีย ช่วยบันทึกประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยก่อนผ่านรูปวาด เเละสอนให้ใช้การค้าขายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการล่าอาณานิคมได้อย่างเป็นระบบ เเละเเนบเนียน

จุดจบ

Dutch East India Company ยังคงเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงจนถึงช่วงกลางยุค 1700 ปัญหามันเริ่มตั้งเเต่ที่พวกเขาประสบความยากลำบากในการบริหารจัดการกับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างจีน ญี่ปุ่น ที่มีปัญหาในคาบสมุทรของตัวเอง ตลาดเครื่องเทศเริ่มไม่ฮิตเหมือนเมื่อก่อน ตลาดหุ้นจากประเทศอื่นๆเริ่มเติบโตเเข็งเเรงขึ้นเรื่อยๆ เกิดปัญหาคอร์รัปชันภายใน เกิดสงครามระหว่างฮอลแลนด์กับอังกฤษขึ้น เรียกได้ว่าทุกๆปัญหาถาโถมเข้ามาหา  Dutch East India Company จนยากที่จะต้านทานไหว ต่อเนื่องยาวนาน

[ การต่อสู้ในซีรีส์ Anglo-Dutch War ที่มีมาอย่างยาวนาน ]

ในปี 1780 – 1784 พวกเขาทำสงครามกับอังกฤษเเละก็เเพ้อย่างย่อยยับในท้ายที่สุด ( Fourth Anglo-Dutch War ) ทำให้เครือข่ายการค้ากับเอเชียถูกตัดขาด

ในปี 1790 เป็นต้นมาเกิดปัญหาคอร์รัปชันอย่างหนักภายใน

ในปี 1795 ฝรั่งเศสเข้ามายึดฮอลแลนด์ได้สำเร็จ ( Batavian Revolution )

ประเทศที่เคยเข้าไปยึดครองเเถบเอเชียเริ่มเเข็งเเรง รัฐบาลต้องถอนกำลังออกมาในท้ายที่สุด เเละ Dutch East India Company ก็ค่อยๆหายไปจากโลกในปี 1799 ปิดตำนานบริษัทที่ครองความยิ่งใหญ่มานานกว่า 197 ปีในท้ายที่สุด

ชะตากรรมของพวกเขาไม่ต่างจากบริษัทยักษ์ใหญ่อื่นๆทั่วโลกในหน้าประวัติศาสตร์ เเต่สิ่งที่พวกเขายังมีอยู่เเน่ๆคือผืนเเผ่นดินของพวกเขาเอง ที่ Dutch East India Company ได้สร้างไว้ยามที่พวกเขารุ่งเรืองเเบบสุดๆ

ผืนแผ่นดินที่สูงขึ้นจากโครงการยกหน้าดิน( Land reclamation )    [ Image source : K Cantner, AGI ]

 

 

Sources : www.indoneo.com , notevenpast.org, en.wikipedia.org(tulip mania),en.wikipedia.org(VOC History)

follow

 

 

 

 

Advertisements

0 comments on “บริษัทที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์โลก?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: