Recommended Stories

การทำนายอนาคตที่ห่วยที่สุด…ของสุดยอดผู้บริหาร

เราต่างก็เคยทำอะไรผิดพลาดมาเเล้วทั้งนั้น ที่เห็นได้ชัดคือการเเต่งตัวหรือทรงผมของเราเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่คิดว่าเท่ห์สุดๆเเล้วในตอนนั้น 

หรือวิธีการคิดที่โผล่ขึ้นมาให้เราเห็นอีกครั้งว่าเราเคยโพสต์อะไรไปบ้างในFacebook เมื่อหลายปีก่อน ที่พอดูอีกทีก็เเทบจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราเป็นคนแบบนั้นตั้งเเต่ตอนไหน ความคิดของเราเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงวิธีคิดของโลกด้วย?

การตัดสินใจที่ผิดพลาดเกิดขึ้นอยู่ทุกๆวัน เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ไม่เว้นเเต่ผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก

การตัดสินใจที่ผิดพลาดของพวกเขาจะส่งผลกระทบรุนเเรงยิ่งกว่าการตัดสินใจเลือกทรงผมแปลกๆที่เราเคยไว้เมื่อสมัยก่อนหลายเท่านัก บริษัทหลายๆแห่งต้องล่มสลายหายไปชนิดที่ยากที่จะกู้กลับมาได้ พนักงานหลายหมื่นต้องตกงานฉับพลันในช่วงข้ามคืน

ผลกระทบเหล่านี้มีให้เห็นกันบ่อยๆในทุกๆช่วงทุกๆสมัยในประวัติศาสตร์

วิสัยทัศน์ของพวกเขาอาจเป็นเรื่องที่น่าขบขันไม่น้อยถ้ามองจากมุมมองในปัจจุบัน คงไม่ต่างจากตอนนี้ ที่หลายๆอย่างที่เราตัดสินใจไปอาจเป็นเรื่องที่น่าขบขันในอนาคตก็เป็นได้

อะไรที่ทำให้ผู้บริหารเชื่อแบบนั้นในตอนนั้น?

อเล็กซานเดอร์ เกรแฮมเบล กับ “โทรศัพท์” ที่เขาเป็นคนคิดค้น

1876 – เมื่อครั้งที่ผู้บริหารของ Western Union มองว่า…โทรศัพท์เป็นแค่ของเล่น

มีสิ่งหนึ่งในปี 1876 ที่เรียกว่าเทเลกราฟ ที่เอาไว้ใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน มันจะใช้ระบบกดเป็นคำๆไปในลักษณะโทรเลข มีความเเม่นยำเที่ยงตรงเเละรวดเร็วยิ่งกว่าการส่งจดหมายผ่านบุรุษไปรษณีย์ที่ขี่ม้าเร็วที่สุดในโลกอย่างเเน่นอน

วิลเลียม  ออร์ตัน ( William Orton )  ผู้บริหาร Western Union ซึ่งตอนนั้นเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทเลกราฟ ต้องการซื้อลิขสิทธิ์สิ่งประดิษฐ์ตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า “โทรศัพท์” มาเป็นของตัวเอง  ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โทรศัพท์ได้ตั้งราคาไว้ที่ 1 แสนเหรียญ เสนอให้กับออร์ตัน หรือเทียบเท่ากับ 2 ล้านเหรียญในปัจจุบัน

ออร์ตันมองว่าการตั้งราคาขนาดนั้นเป็นเรื่องตลกสิ้นดี เขาจึงเขียนจดหมายโดยตรงไปหา อเล็กซานเดอร์ เกรแฮมเบล ( Alexander Graham Bell ) ผู้ที่คิดค้นมันว่า…

” หลังจากที่ผมไตร่ตรองดีเเล้วถึงสิ่งประดิษฐ์ที่คุณได้คิดค้นมา มันเป็นสิ่งที่ดูน่าสนใจและใหม่มากๆ เเต่ผมมองว่ามันคงเป็นไปได้ยากที่จะทำการตลาดกับเจ้าสิ่งนี้ มันทำอะไรได้มากกว่าของเล่นชิ้นหนึ่งด้วยหรอ? “

ในตอนนั้นเทคโนโลยีเทเลกราฟเข้ามาเขย่าวงการสื่อสารมากว่าทศวรรษ ออร์ตันมองว่าเทคโนโลยีโทรศัพท์ดูใหม่เกินไป

หลังจากนั้น 2 ปีโทรศัพท์เริ่มทำตลาด ออร์ตันเริ่มจะรู้ตัวเเล้วว่าตัวเองพลาดไป

เกรแฮมเบล เก็บลิขสิทธิ์ของตัวเองไว้ จนสิบปีต่อมา บริษัทของเขาได้กลายเป็น AT&T ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในด้านเทคโนยีของโลก

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพวกเขายังคงคิดค้นสิ่งใหม่ๆตลอดเวลาโดยต่อยอดองค์ความรู้จากโทรศัพท์ที่เกรเเฮมได้คิดค้นไว้ไม่ว่าจะเป็น ในปี 1926 ที่คิดค้นระบบเสียงที่ใช้ในโรงหนัง

1927 ที่คิดค้นระบบการตั้งเวลา , เสาอากาศทีวี

ในปี 1931  ที่คิดค้นระบบคลื่นวิทยุ ที่ได้กลายเป็นระบบเลเซอร์ เเละอินเตอร์เนตไร้สายในเวลาต่อมา

ทีวีในช่วงปี 1947 [ Image source: http://www.ellsworthamerican.com ]

1947 – ผู้บริหาร 20th century fox มองว่าคงไม่มีใครอยากดูทีวีหรอก

ในปี 1946 สงครามโลกสิ้นสุดลง ทุกคนมองหาสิ่งบันเทิงรูปแบบใหม่ให้กับชีวิตของตัวเอง ในตอนนั้นทีวีเริ่มที่จะเข้ามาขายบ้างเเล้วในยุโรปและอเมริกา เเต่ก็ยังไม่สามารถทำตลาดได้เท่ากับวิทยุที่ถือว่าเป็นที่นิยมมากๆในสมัยนั้น

แดริล ซานูค ( Darryl Zanuck ) ผู้บริหาร 20th century fox   กล่าวว่า…

“ทีวีไม่มีทางที่จะทำตลาดได้หรอก พอผู้คนใช้มันสัก 6 เดือนพวกเขาก็คงจะปวดตากับการจ้องไปที่กล่องเล็กๆนั้นทุกๆคืน “

ในตอนนั้น 20th century fox ทำธุรกิจเกี่ยวกับภาพยนตร์ เสียงเพิ่งถูกนำมาใช้ในโรงหนัง ได้ราวๆ 20 กว่าปี ทำให้ผู้คนตื่นเต้นอย่างมากในประสบการณ์ดูหนังในโรงภาพยนตร์ ผู้ชมรู้สึกใกล้ชิดกับนักเเสดง นักร้องจริงๆ เมื่อเห็นพวกเขาอยู่บนหน้าจอใหญ่ๆ

ทั้งจอที่ใหญ่, ที่นั่งนุ่มๆ, อาหาร, ผู้คนพร้อมที่จะตลกตื่นเต้นไปด้วยกัน

มันกลายเป็นกิจกรรมที่ครอบครัวจะใช้เวลาอยู่ร่วมกันในวันหยุด เเละสำหรับการออกเดท การไปดูหนังด้วยกันถือว่าเป็นกิจกรรมที่ขาดไม่ได้ ทำให้การดูหนังในโรงเป็นประสบการณ์ที่มีผลต่อจิตใจของผู้คนอย่างถึงที่สุด ทีวีจอเล็กๆจะเเทนที่ประสบการณ์ที่สุดยอดในโรงได้อย่างไร?

เเต่กลับกลายเป็นว่าผู้คนเริ่มที่จะเห็นคุณค่าในการดูทีวีอยู่บ้านมากขึ้น พวกเขาดูกันเป็นครอบครัว นั่งๆนอนได้ตามใจภายในบ้านของตัวเอง มีโปรแกรมมากมายให้เลือกชมได้อย่างตามใจเเละฟรี

ดูเหมือน “ทางเลือก” ในการใช้ชีวิตที่ “ง่ายขึ้น” น่าจะเป็นตัวอธิบาย Disruption ได้ดีที่สุดในยุคนั้นเเละอาจจะหมายถึงปัจจุบันด้วย

Windows NT ที่มาร์ค ลูคอฟสกีเเละทีมงานพัฒนามันขึ้นมา

2004 – ผู้บริหาร Microsoft มองว่า Google ไม่ใช่บริษัทเเต่เป็นเหมือนบ้านกระดาษที่รอวันปลิวเท่านั้น

จริงๆเเล้ว สตีฟ บัลเมอร์( Steve Ballmer) ก็ดูเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูง เเละอีโก้จัดคนหนึ่ง ที่น่าจะเดาได้ไม่ยากว่าจุดจบของเขาคงไม่ต่างจากผู้บริหารคนอื่นๆที่มีลักษณะนิสัยเดียวกันสักเท่าไหร่นัก เขาประเมิน Google ไว้ต่ำไปไปเยอะในตอนนั้น

มาร์ค ลูคอฟสกี ( Mark Lucovsky ) วิศวกรคอมพิวเตอร์ของ Microsoft ซึ่งถือว่าเป็นคนสำคัญมากๆของทีมสมัยนั้น ได้วางโครงสร้างให้กับระบบปฏิบัติการณ์ Windows NT เอาไว้เป็นงานสุดท้าย ซึ่งต่อมามันได้ถูกพัฒนามาเป็น Window xp ในท้ายที่สุด

ในปี 2004 เขามีนัดหมายกับบัลเมอร์เพื่อที่จะบอกกับบัลเมอร์ว่าเขาจะลาออก บัลเมอร์ไม่พอใจมากๆในการตัดสินใจครั้งนั้น เเละก็เป็น Google ที่ได้ลูคอฟสกีไปร่วมงาน

ดังนั้นการป่าวประกาศถึงความไร้ศักยภาพของ Google น่าจะมาจากความเกลียดชังส่วนตัวของสตีฟ บัลเมอร์มากกว่าศักยภาพที่เเท้จริงของ Google ที่เริ่มจะมีอิทธิพลต่อผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆในตอนนั้น

โฆษณาตัวเเรกของ iPhone ที่เปิดตัวในปี 2007

2007 – สตีฟ บัลเมอร์มองว่าการที่ iPhone ไม่มีปุ่มทำให้ยากต่อการส่ง Email เเละก็เเพงเกินไป( 500$ ) ซึ่งใครมันจะไปซื้อ!!

มันก็พอจะมีเหตุผลอยู่บ้างในสิ่งที่บัลเมอร์กล่าว เพราะในตอนนั้นมือถือยังคงมีหน้าที่หลักในการโทรหากัน ส่งmessage ส่ง email ซึ่งนั่นเป็นพฤติกรรมหลักของคนใช้มือถือทั่วไป

ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายๆคนก็เห็นไปในทางเดียวกับบัลเมอร์ว่า การเอาปุ่มออกไปแบบนั้นเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี เเละยากต่อการใช้งานจริง

ก่อนหน้าการเปิดตัวของ iPhone แอปต่างๆเริ่มถูกพัฒนาขึ้นมาบ้างแล้ว เช่น แอปจัดตารางงาน แอปอ่านเอกสาร แอปเครื่องคิดเลข ซึ่งผู้ที่ใช้งานก็คิดว่ามันน่าจะพอเเล้ว เเต่พอพวกเขาได้มาเห็นแอปใหม่ๆใน iPhone ผู้คนมองว่ายังมีอีกหลายๆแอปที่พวกเขาอยากที่จะลอง อยากที่จะ “เล่น” กับมัน

เช่นเดียวกับผู้พัฒนาแอป การเอาปุ่มออกเหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ต่างจากที่ผ่านๆมา

ส่วนมือถือประเภทพวกปาล์มที่มีส่วนผสมระหว่างคอมพิวเตอร์กับมือถือเข้าไว้ด้วยกันมักจะมีภาพลักษณ์ของการเป็นอุปกรณ์สำหรับนักธุรกิจมากกว่า ต่างจาก iPhone ที่ทำให้ผู้คนทุกๆคน ทุกๆอาชีพ ทุกๆเพศทุกๆวัย อยากที่จะใช้มัน

บางครั้งนักธุรกิจที่เเก่ประสบการณ์มักจะตัดสินใจด้วยวิธีการที่ตัวเองเคยใช้ได้ผลมาก่อน (ซึ่งหลายๆเรื่องมันก็มักจะได้ผลเเต่คงไม่ใช่ทุกเรื่อง) พวกเขาจะนึกถึงอดีตที่ตัวเองเคยเจอมา ต่างจากโลกของนักสร้างสรรค์ที่จะมองถึงประสบการณ์ที่ยังมาไม่ถึงในอนาคตมากกว่า

ท้ายที่สุด Microsoft ของบัลเมอร์ก็สูญเสียตำเเหน่งเเชมป์การเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาดด้านเทคโนโลยีให้กับ Apple ตั้งเเต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

ร้านเช่าวีดีโอเป็นที่นิยมอย่างเเพร่หลายในช่วง 1990 -2000

2000 – Blockbuster ปฏิเสธ Netflix

Blockbuster เป็นบริษัทให้เช่าวีดีโอขนาดใหญ่ที่สุดในตอนนั้น มีสาขามากกว่า 4,500 สาขาทั่วอเมริกา ในช่วงที่พีคสุดๆ จะมี Blockbuster สาขาใหม่เกิดขึ้นในทุกๆ 17 ชม.

Netflix ต้องการจะขายบริษัทให้กับ Blockbuster ในราคา 10 ล้านเหรียญ ซึ่งในสายตาของ Blockbuster เเล้ว มองว่ามันเป็นเรื่องตลกสิ้นดีที่จะให้คนมาสมัครสมาชิกรายเดือน เเล้วให้คนส่ง DVD ดิลิเวอรี่ตามบ้าน

ในปี 2007 Netflix เปลี่ยนรูปแบบจากการส่ง DVD ตามบ้านมาเป็นระบบออนไลน์( streming ) เหมือนพวกเขามองเห็นภาพในอนาคต เเละกำลังตั้งท่ารอรับกับปรากฏการณ์ที่จะเกิด ถึงยุคที่อินเตอร์เนตมีความเสถียรอย่างถึงที่สุด เเละทุกคนจะมีคอมพิวเตอร์ใช้ส่วนตัว

เเรงบันดาลใจนี้น่าจะได้มาจากการที่ปีนั้นเองเป็นปีที่ iPhone เพิ่งจะเปิดตัวออกมา เเล้วด้วยการที่เขาเป็นผู้บริโภคคนหนึ่ง คงจะมองเห็นว่า iPhone น่ามีพลังมากพอที่จะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้งานไปสู่รูปแบบใหม่ ที่ยอมรับระบบ streming มากขึ้นในอนาคตอันใกล้

ปี 2008 จิม คีย์ ( Jim Keyes )ผู้บริหารคนใหม่ของ Blockbuster บอกกับสื่อว่า…

“Netflix ไม่ได้อยู่ในสายตาของเราเลย คู่เเข่งของเราตัวจริงน่าจะเป็นห้าง Walmart มากกว่า”

เหตุผลที่เขาพูดไว้ว่าอย่างงั้นคงมาจาก Blockbuster มีฐานลูกค้าที่ใหญ่มากๆในตอนนั้น มากเสียจนแทบไม่ต้องกังวลอะไรเลย ประจวบกับตอนนั้นธุรกิจออนไลน์ก็ดูจะเป็นสิ่งที่ใหม่จนเกินไปในสายตาเขา

มันเคยมีความพยายามมาเเล้วกับระบบ streming ในช่วงกลางยุค 90s แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ซึ่งพอจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่บ้างที่จะถูกมองข้ามไป

เเต่ดูเหมือนเขาจะคิดผิดมหันต์ เพราะ 2 ปีต่อมาหลังจากที่เขาได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ Blockbuster ประสบปัญหาล้มละลาย สวนทางกับNetflix ที่โตขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบัน Netflix มีมูลค่ามากกว่า 1 แสนล้านเหรียญ

สำหรับ Netflix มันอาจจะเป็นเพียงเเค่การอดทนรอเวลา และไม่ปล่อยให้ความลำเอียง หรือความมั่นใจในประสบการณ์ที่มากจนเกินไป เข้ามาบดบังความเป็นจริงที่ว่า “โลกของเรานั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา”

ไม่วางใจจนเกินไปกับสิ่งที่ “มีอยู่” เเล้วคิดว่ามันคงไม่หายไปไหน  รวมถึงไม่วางใจในสิ่งที่ “ยังไม่มีอยู่” ที่ความไม่เเน่นอนในอนาคตอาจจะทำให้มัน “เกิดขึ้นจริง” ได้

เเต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ…เราพร้อมที่จะรับมือกับโอกาสนั้นเเค่ไหนในยามที่มันเกิดขึ้น?

 

 

ติดตามเพจ: www.facebook.com/WeTheVaporTH

 

Advertisements

0 comments on “การทำนายอนาคตที่ห่วยที่สุด…ของสุดยอดผู้บริหาร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: