WeKnow

ประเทศที่พัฒนาเเล้วดูจากอะไร?

การที่จะระบุบว่าประเทศไหนพัฒนาเเล้ว ประเทศไหนยังไม่พัฒนาดูจากอะไร เเท้จริงเเล้วมันอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจเสมอไป เเต่มันอาจจะขึ้นอยู่กับทัศนคติของคนในประเทศมากกว่า ?

เราอาจสามารถเเยกออกเเบบผิวเผินได้เลยว่า ประเทศไหนจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาเเล้ว   เเละประเทศไหนอยู่ในกลุ่มที่กำลังพัฒนา ผ่านทางระบบคมนาคมที่มีความทั่วถึง มีมหาวิทยาลัยติดอยู่ในอันดับต้นๆ เป็นประเทศอุตสาหกรรม มีความปลอดภัย ประชากรมีรายได้เฉลี่ยอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ มีความเท่าเทียมกันของคนในสังคม(เป็นส่วนใหญ่)

เเต่ปัจจัยเหล่านี้เป็นเพียงเเค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้นในการชี้วัดมาตรฐานของประเทศ  ซึ่งเเต่ละองค์กรจะมีเงื่อนไขที่ต่างกัน เช่น ที่เกิดขึ้นใน ฮังการี ,เม็กซิโก, ตุรกี, ซึ่งได้รับการยอมรับจาก OECD  ว่าเป็นประเทศที่พัฒนาเเล้ว เเต่ยังไม่ถูกยอมรับจาก CIA  ส่วน IMF ก็มีการจัดอันดับด้วยเงื่อนไขที่ต่างออกไป

ถึงเเม้ว่าประเทศนั้นจะมี GDP มากกว่า $12,000ล้าน  เเต่ก็ยังไม่ใช่ตัวชี้วัดระดับประเทศเสมอไป มันจะต้องอาศัยปัจจัย อื่นๆ โดยเฉพาะตัวชี้วัดมาตราฐานการใช้ชีวิตของคนทั้งประเทศ อย่าง HDI ที่ถือเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ

มารู้จักกับ HDI

Human development index (HDI) ที่  United Nations  เป็นผู้วางเงื่อนไข จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าประเทศไหนควรเป็นประเทศในกลุ่มที่พัฒนาเเล้วหรือกลุ่มที่ยังไม่พัฒนา

HDI จะให้ความสำคัญต่อคุณภาพของการศึกษา อ่านออกเขียนได้เเค่ไหน นักเรียนจะต้องดร๊อปออกจากโรงเรียนเยอะไหม ประชากรมีอายุที่ยืนยาวเท่าไร อัตราการตายของเด็กเเรกเกิดต่ำรึเปล่า สุขภาพดีเเค่ไหน คุณภาพสิ่งเเวดล้อมอยู่ในระดับที่ดีรึเปล่า ผู้คนใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยไหม มีความเท่าเทียมกันในสังคมไหม รายได้ของประชากรมีความสมเหตุสมผลมากน้อยเเค่ไหน เป็นต้น เอาเป็นว่ามันคือปัจจัยที่สำคัญ ต่อการใช้ชีวิตของคนๆหนึ่งจริงๆ ซึ่งไม่มีตัวเลขชี้วัดที่ตายตัว ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับบริบทของเเต่ละประเทศ

ถึงเเม้ว่าจีนจะมี GDP( nominal ) สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก เเต่ การมี HDI ต่ำก็ไม่อาจทำให้ประเทศมีเสถียรภาพเหมือนประเทศในกลุ่มที่พัฒนาแล้ว จีนยังคงมีประชากรกว่า 30 ล้านคนที่อยู่ในสถานะจนมากๆ เเละเป็นภารกิจที่รัฐบาลคอยเเก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศมุสลิมหลายๆประเทศที่ยังไม่เปิดรับการเท่าเทียมกันทางเพศเท่าที่ควร หลายๆประเทศในกลุ่มนี้ค่อยๆปรับตัวต่อเเนวคิดนี้ ซึ่งมีส่วนทำให้ค่า HDI สูงขึ้นตามไปด้วย

นั้นก็เเสดงว่าต่อให้ประเทศไทยมี GDP( nominal ) สูงที่สุดของโลก ก็ยังจะเป็นประเทศที่ “กำลังพัฒนา” อยู่เหมือนเดิมถ้าค่า HDI ยังคงต่ำอยู่ เเต่การมี GDP ที่สูงจะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการทำให้ต่างชาติมองเห็นว่าประเทศเหล่านี้มีศักยภาพพอที่จะทำธุรกิจด้วย เเละจำนวนประชากรในประเทศก็มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของ GDP เหมือนอย่างที่เกิดขึ้น ในจีน อินเดีย อินโดนีเซีย บราซิล

GDP( nominal ) ในบริบทของไทยจะเป็นตัวเเสดงศักยภาพของภาคเอกชนมากกว่า ส่วน HDI จะเป็นตัวสะท้อนความสามารถของรัฐบาลที่เเท้จริง

ในอีกด้านหนึ่ง GDP( nominal ) สามารถโชว์ให้เห็นว่า ประเทศเหล่านั้นมีกลุ่มคนรวยที่มีความมั่งคั้งมากขึ้นเพียงใด ส่วน HDI คือตัวพิสูจน์ที่เเท้จริง ว่าประเทศนั้นมีเหลื่อมล้ำมากน้อยเเค่ไหน เเละชาติที่มี HDI ที่สูงจะมีค่า GDP ( Nominal )ที่สมเหตุสมผล ไม่น้อยเกินไปหรือสูงเกินไป

ชาติที่มี GDP( nominal ) ต่ำกว่าไทยได้เเก่ ออสเตรีย, นอร์เวย์ ,ไอร์แลนด์ ,อิสราเอล,เดนมาร์ก , สิงคโปร์ , ฟินเเลนด์ ล้วนเป็นชาติในกลุ่มประเทศที่พัฒนาเเล้วทั้งสิ้น ชาติเหล่านี้มีประชากรที่น้อยกว่าไทยมาก เเละก็เเสดงให้เห็นถึงการมี GDP ที่สมเหตุสมผล

เเต่ก็ไม่ได้หมายถึง ถ้าประชากรน้อยเเล้ว GDP จะน้อยตามเสมอไป ยังมีประเทศ ที่มีประชากรน้อยกว่าไทย อย่าง ไต้หวัน , สวิสเเลนด์ , เนเธอร์เเลนด์ มี GDP อยู่ในลำดับที่สูงกว่า เเละเป็นประเทศในกลุ่มที่พัฒนา สะท้อนให้เห็นว่าประเทศเหล่านี้มีศักยภาพที่สูงจริงๆในการทำเศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งประเทศไทยสามารถเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้ รวมไปถึง ตุรกี ประเทศที่ใกล้จะเป็นประเทศที่พัฒนาเเล้ว ที่มีประชากรใกล้เคียงกับไทย เเละมี GDP ที่สูงกว่า ก็สามารถนำมาเป็นเเบบอย่างในการพัฒนาเศรษฐกิจได้เช่นกัน

ต่อไปนี้จะเป็นการสรุป ความหมายของค่าต่างๆเพื่อให้มองเห็นภาพเเละเข้าใจได้ง่ายขึ้นในบริบท “เเบบไทยๆ” ซึ่งเเท้จริงเเล้ว เราสามารถมองเห็น “วิธีการคิด” ของคนในประเทศผ่านทางการเปรียบเทียบนี้ได้เช่นกัน

HDI – เด็กที่กำลังเติบโต

หลักๆเเล้ว HDI จะพูดถึงบริบทของ “คุณภาพชีวิต” ผ่านตัวเลขของ การเกิด, การตาย, การศึกษา, สิ่งเเวดล้อม, รายได้, ความเท่าเทียมกันในสังคม

มันสะท้อนให้เห็นถึง “ระบบ” ที่ผูกติดกับตัวเลขเหล่านั้น เช่น  คุณภาพการรักษาพยาบาล โอกาสที่เท่าเทียมกันของการศึกษา ถ้าประเทศไหนมี HDI น้อย ผู้คนอาจจะขนขวายหาความรู้เอง เเบบไร้ทิศทาง จะรู้ในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ เเละจะไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้ จะไม่เข้าใจการควบควบคุมจำนวนบุตร หรือการดูเเลสุขภาพ เป็นไปได้ที่จะหาวิธีอื่นในการรักษา เช่น การไปหาหมอดู หรือ เชื่อในยาวิเศษที่ป้าข้างบ้านบอกมา เป็นต้น

ถ้าประเทศไหนอยู่ในอันดับสูงๆจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของการใช้ชีวิตจริงๆ เช่น มีการศึกษาที่ดี อาหารเพียงพอถูกโภชนาการ มีการควบคุมการมีบุตร มีการรักษาพยาบาลที่ทั่วถึง เเละเข้าใจการดูเเลตัวเองอยากถูกวิธี

ที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศที่มี HDI ที่ต่ำจะส่งผลต่อการกระจุกตัวของประชากรอันเนื่องมาจากการมีทรัพยากร “ที่มีคุณภาพ” กระจายตัวไม่ทั่วถึง

เด็กต้องการเข้าโรงเรียนดีๆที่มีไม่กี่โรงเรียน ครูดีๆจะไปอยู่โรงเรียนนั้นเพราะค่าตอบเเทนดีกว่า , คนป่วยที่รายได้น้อยต้องการรักษาโรงพยาบาลที่พวกเขาสามารถจ่ายได้  หมอจะรักษาคนไข้ไม่ทันเเต่ก็ต้องทำอยู่ดี มีโอกาสทำพลาดสูง โดนด่าสูง สุดท้ายย้ายไปทำเอกชน เป็นต้น

*มาเลเซียอันดับ 57 ,ไทยอันดับ  83 , จีนอันดับ 86 , อินโดนีเซียอันดับ 116 ,โปรตุเกส มี HDI ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาเเล้ว ซึ่งอยู่อันดับที่ 41 เเละไทยมีลำดับที่ต่ำกว่าถึง 2 เท่า

GDP (nominal) – เสี่ยง

รายได้โดยรวมของสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ เนื่องจากค่านี้ไม่ได้ถูกหารเฉลี่ยจากประชากรทั้งหมดในประเทศ เเละไม่ได้บอกเลยว่าเงินได้ถูกกระจายไปที่ไหน เป็นไปได้สูงที่จะได้เห็น กลุ่มคนบางกลุ่มสามารถซื้อรถราคาเเพงมาจอดไว้เฉยๆได้หลายๆคัน ต่างจากคนส่วนใหญ่ในประเทศ

ปัจจัยที่สำคัญส่วนหนึ่งมาจากจำนวนประชากร ยิ่งประเทศใดมีคนเยอะ ยิ่งมีโอกาสที่ค่านี้จะสูงตาม เพราะฉะนั้นประเทศที่เราพอจะเปรียบเทียบได้ คือประเทศที่มีประชากรจำนวนพอๆกัน เช่น ตุรกี อีหร่าน ส่วนประเทศในกลุ่มที่พัฒนาเเล้วที่มีประชากรพอๆกับไทย ได้เเก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เเต่ดูเหมือนจะไกลตัวไปหน่อย เพราะประเทศไทยมี GDP ตามหลังอยู่ที่ 5 – 6 เท่าตัว

สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในเหตุชุมนุมประท้วงที่นำไปสู่รัฐประหารที่ยืดเยื่อตั้งเเต่ 2010 – 2016 คือการหยุดการพัฒนาของประเทศ ในขณะที่เป็นช่วงที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังก้าวกระโดดไปข้างหน้า  ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสมหาศาล  ข้อสังเกตก็คือ การที่กราฟปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญในปี 2015 – 2017 สอดคล้องกับการเลือกตั้งที่จะมาถึงในปี 2019  อาจจะบ่งบอกว่าการที่รัฐบาลยื้อการเลือกตั้งเมื่อปีก่อนๆนั้น มีจุดประสงค์บางอย่างที่สำคัญ ที่จะส่งผลดีต่อประเทศมากกว่า โดยเฉพาะการเลื่อนการเลือกตั้งเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่เศรษฐกิจโดยรวมยังไม่สามารถทรงตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น และยังไม่มีพรรคใหม่ๆที่ก้าวขึ้นมาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ  เเต่การที่เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว จะไม่ใช่งานที่ง่ายเลยต่อรัฐบาลชุดต่อไปในการยกระดับประเทศ  [ https://data.worldbank.org ]

เราสามารถทำให้ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน โดยการทำให้ประชากรออกไปใช้เงิน มีเเนวคิดของความเป็น”บริโภคนนิยม” ระดับสูง ใช้ชีวิตผูกติดกับการเป็นหนี้เสมือนเป็นเรื่องปกติ การกู้เงินมาทำธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งในนั้น  ซึ่งความรู้ หรือการศึกษา ที่อยู่ในค่า HDI จะสะท้อนออกมาให้เห็นว่าธุรกิจเหล่านั้นมีโอกาสจะได้ไปต่อหรือไม่

ประเทศที่มี GDP (nominal) อยู่ในลำดับต้นๆ จะมีปัญหาด้านการกระจุกตัวของประชากรเช่นกัน อันเนื่องมาจากโอกาสที่ต่างกันระหว่างเมืองใหญ่กับเมืองเล็ก รวมถึงรายได้ที่กระจุกตัวอยู่เเค่กลุ่มคนบางกลุ่มที่ดูเหมือนจะสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

โตเกียว – ญี่ปุ่น : 38,050,000 คน ( 1 ใน 3 ของประชากร )

จาร์กาตา – อินโดนีเซีย  : 32,275,000 คน ( 1 ใน 8 ของประชากร )

รัฐอุตาระ – อินเดีย : 219,240,000 คน ( 1 ใน 6 ของประชากร )

มี 260 ล้านคน อัดกันอยู่ใน 15 เมืองใหญ่ของจีน ( 1 ใน 5 ของประชากร ) เเละมีมากกว่า 100 เมืองที่มีคนอยู่ไม่ถึง 1 ล้านคน

โซล – เกาหลีฯ : 24,210,000 คน ( 1 ใน 2 ของประชากร )

กรุงเทพ : 10,156,316 คน ( 1 ใน 7 ของประชากร )

*จีนมี  GDP (nominal) อันดับ 2 ,อินโดนีเซียอันดับ 16 ,ไทยอันดับ 25 ,มาเลเซียอันดับ 37 ,ไซปรัส มี Nominal GDP ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาเเล้ว  อยู่ที่อันดับ  110

GDP (PPP) per capita at purchasing power parity – อำนาจที่เเท้จริง

ความเท่าเทียมกันของอำนาจในการซื้อ ราคาขายสอดคล้องกับรายได้ที่มี สมมุติว่า ที่อเมริการาคาค่าอาหารจานนึง อยู่ที่ 300 บาท เเต่ไทยอยู่ที่ 30 บาท ในขณะเดียวกัน คนอเมริกามีรายได้ ชม. ละ 300 บาท ส่วนไทยมีรายได้ ชม. ละ 30 บาท นั้นก็เเปลว่าทั้ง 2 ประเทศต้องทำงาน 1 ชม. เพื่อเเลกกับอาหารจานนึงเหมือนๆกัน

เเสดงให้เห็นว่าคนในอเมริกา กับคนไทย จะมีอำนาจในการซื้อเท่ากัน ภายในประเทศของตัวเอง เเต่คนอเมริกาจะมีอำนาจซื้อเหนือกว่าคนไทยทันที ตอนที่เขาเข้ามาซื้อข้าวในประเทศไทย

ราคาอาหารนั้นยังสะท้อนให้เห็น ถึงค่าบริการ รายได้ต่อหัวที่ต่างกัน ดังนั้น เมื่อคนอเมริกาเข้ามาประเทศไทย พวกเขาจะมีอำนาจในการซื้ออาหารได้ 10 จานต่อการทำงานเพียง 1 ชม. ในประเทศของเขา เป็นต้น

รายได้ของคนในประเทศไทยดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เเต่การก้าวกระโดดของเศษฐกิจจีน ทำให้ดูเหมือนเทศอื่นๆเติบโตช้าเกินไป

 

เราจึงได้เห็นวงจรที่ต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศเราเพราะมีราคาถูก เเละกลุ่มคนไทยบางกลุ่มที่ออกไปทำงานในประเทศที่มีอันดับที่สูงกว่าเพื่อไปเก็บเงิน

ถ้ามี  GDP (PPP) per capita อยู่ในลำดับสูงๆไม่ว่าจะทำอาชีพไหน ก็มีโอกาสที่จะได้จับจ่ายซื้อสินค้าในเเบบที่พวกเขาอยากได้จริงๆ เเบบที่มีเยอะก็ใช้เยอะมีน้อยก็ใช้น้อย เเต่จะดีที่สุดคือการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล เเละก็เป็น “ความรู้” ที่อยู่ในค่า HDI อีกนั้นเเหละ ที่จะบ่งชี้ว่าเราใช้เงินอย่างมีเหตุมากเเค่ไหน

ทั้งนี้ GDP (PPP) per capita จึงมีความสอดคล้องกับ ค่า HDI อยู่อย่างมีนัยยะสำคัญ

*มาเลเซียอันดับ 50 , ไทยอันดับ 75 ,จีนอันดับ 79 , อินโดนีเซียอันดับ 99 , กรีซ มีค่า GDP (PPP)per capita ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาเเล้ว  อยู่ที่อันดับ  53

ปลอดคอร์รัปชัน (CPI) – แฟร์เกม

เช่น การเเข่งขันที่มีความยุติธรรม การไร้เด็กเส้น คนเก่งๆได้เลื่อนตำเเหน่ง จะรวยจนก็สามารถติดคุกได้ ถ้ามีปัญหาคอร์รัปชันในอัตราที่สูง ผู้คนจะหมดหวังในการทำความดี เเละเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเพราะมองว่า “ไม่จำเป็น” เพราะคอร์รัปชันไม่ได้หมายถึงเเค่เรื่องการเงินเท่านั้น เเต่มันหมายถึงการ “ถูกหักหลัง”  ซึ่งในที่นี้จะหมายถึงการที่ “ระบบ” เข้ามาหักหลังศีลธรรมของผู้คน เเละการชินชาต่อปัญหานี้คือวิธีการคิดของคนในกลุ่ม “ประเทศที่กำลังพัฒนา” อย่างเเท้จริง

[ 2017 ] คอร์รัปชั่นลดลงตั้งเเต่ปี 2016 เเต่กลับมาเเย่กว่าเดิมในปี 2018 ถ้ามองโดยภาพรวมก็ถือว่า ยังไม่ได้ดีขึ้นจากเมื่อ 10 ปีที่เเล้ว ถึงเเม้ คสช. จะบอกว่าเป็นภารกิจหลักก็ตาม การเลือกตั้งต่อไปอาจจะเป็นคำตอบว่าประเทศจะวนกลับมาที่เดิม หรือจะเเก้ไขปัญหานี้ให้ดีขึ้นได้ซะที   – https://www.gapminder.org
มาเลเซียอันดับ 61  , จีนอันดับ 67 , อินโดนีเซียอันดับ 87 , ไทยอันดับ 99, กรีซ เป็นประเทศ ที่มีความโปร่งใสต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาเเล้ว อยู่ในอันดับที่ 67

เเลกกับอะไรบางอย่าง?

เเท้จริงเเล้ว การที่รัฐบาลออกมาโชว์การเติบโตของ GDP อาจเป็นเเค่ตัวสะท้อนของเเนวคิดในการ “เพิกเฉย” ของสังคมบริโภคนิยม ที่ละเลยว่าใครจะได้ประโยชน์จริงๆจากการเติบโตของ GDP  มองเเต่จุดดีของตัวเองจนไม่สนจุดอ่อนที่ต้องได้รับการเเก้ไขอย่างจริงจัง เช่น ปัญหาคอร์รัปชัน หรือ HDI

เเต่ถ้ามองในอีกเเง่มุมหนึ่ง ประเทศของเราก็มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆจริง ในทุกๆด้าน ถ้ามองตามลำดับที่ขยับดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปัญหาคอร์รัปชัน ( ต่ำกว่าปี 2013 อยู่ดี ) , HDI ( สูงขึ้นนิดหน่อย ) , GDP ( ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเเต่ช้ามากเมื่อเทียบกับประเทศที่เศรษฐกิจใกล้เคียงกัน) , PPP ( ดีขึ้นตามเศรษฐกิจเอเชียที่เติบโตอยู่เเล้ว )

เราอาจจะเสพสื่อที่พูดถึงการพัฒนาก้าวกระโดด ของเกาหลีฯ สิงคโปร์ มากเกินไปรึเปล่า หรือหนังสือประเภทที่จะทำให้คุณรวยในชั่วข้ามคืนจนไม่รู้ว่า เเท้จริงประเทศไทยเป็นนักชกรุ่นไหนกันเเน่ในสังเวียนเศรษฐกิจโลก เราอาจจะเเย่จริงในด้านศักยภาพของคนที่มันถึงเวลาเเล้วรึยังที่ควรจะเเก้ไขหรือปรับทัศนคติเสียใหม่ เเละประโยคที่ว่า “ชาติไทยถ้าตั้งใจจริงไม่เเพ้ชาติใดในโลก” เป็นคำปลอบใจเพื่อล้างสมองตัวเองจากความจริง ว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่เราต้องเรียนรู้อีกเยอะ เราอาจจะลองเปลี่ยนเป็น “ชาติไทยต้องตั้งใจจริงๆไม่งั้นไม่ทันโลก” น่าจะเป็นสิ่งที่พึงกระทำมากกว่า

การก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจ เเบบฝืนธรรมชาติ จะต้องเเลกกับอะไรบางอย่างด้วยเช่นกัน  การทำรัฐประหาร หรือการชุมนุมประท้วง เลือดเเลกเลือดเเบบบางระจัน ล้อมรถ ปิดประเทศคือสิ่งที่ต้องเเลกรึเปล่า ? บางทีเราอาจจะลืมเรื่องการก้าวกระโดด เเล้วหันมาดูเเนวคิดการพัฒนาของประเทศอย่างต่อเนื่องระยะยาว น่าจะเหมาะกว่าเเละไม่ต้องเเลกกับอะไรด้วย

ถ้าพิจารณาจากตัวเลขเเบบผิวเผิน ก็จะพบว่า หากประเทศเราพัฒนาอย่างต่อเนื่องเเบบนี้ มีนายกที่มีวิสัยทัศน์มากกว่านี้ ไม่มีรัฐประหารเข้ามาขั้นจังหวะ การเเก้ปัญหาคอร์รัปชั่นทำได้ดีขึ้น ภายใน 10 ปี ก็มีสิทธิ์เทียบเท่ากับมาเลเซีย หรือตุรกีในปัจจุบันได้ เเละเตรียมขยับเข้าไปสู่ประเทศในกลุ่มที่พัฒนาได้ซะที

เพราะฉะนั้น ต่อให้ประเทศไทยมีนายกที่สุดเเสนจะมีวิสัยทัศน์ ฉลาดสุดๆ เก่งระดับโลกตะลึง เเต่ถ้าขาดความโปร่งใส มันก็คงจะไม่เวริค์อยู่ดี ในบริบทเเบบไทย รัฐประหารก็คงจะกลับเข้ามาเหมือนเดิม เพื่อฉลอการพัฒนาของประเทศให้ไกลออกไปอีก การเลือกพรรคการเมืองเดิมๆเข้าสภา ก็อาจจะให้ผลลัพธ์เเบบเดิมๆ วนไปอยู่อย่างนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นไปได้

จะเป็นไปได้ไหมที่จะเลือกตั้งในเเบบที่ไม่ต้องรอรัฐประหารกลับมา?   

ท้ายที่สุดเเล้ว “ทัศนคติ” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการบ่งชี้ว่าประเทศไหนเหมาะสมกับการเป็นประเทศที่พัฒนาเเล้ว ซึ่งการเปลี่ยน “วิธีการคิด” จะทำให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดถึงเเม้จะฟังดูเป็นนามธรรมที่สุดก็เถอะ

เเต่เหนือสิ่งอื่นใด การเปลี่ยนความคิด จะทำให้คุณนั้นแหละเปลี่ยนไป เปลี่ยนเป็นคนที่คุณอยากจะเป็นจริงๆ เป็นคนที่มีความคิดที่ “พัฒนาเเล้ว” หรือ “กำลังพัฒนาอยู่”

ลองให้คะเเนนตัวคุณเองดู ก่อนที่จะหวังพึ่งรัฐบาล

 

http://statisticstimes.com

ติดตามเพจ:

www.facebook.com/WeTheVaporTH

 

 

 

 

 

Advertisements

0 comments on “ประเทศที่พัฒนาเเล้วดูจากอะไร?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: