WeKnow

3 สิ่งที่ควรเลิกบอกกับตัวเองเเละเด็กๆ

มีคำพูดสวยหรูมากมายในอินเทอร์เน็ต เราเพลิดเพลินไปกับมันเหมือนกับการได้ฟังเพลงที่เราชื่นชอบ ได้ฟังในสิ่งที่เราอยากได้ยิน ได้ถูกถามในสิ่งที่เราอยากจะตอบ

มันเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายที่เราจะสามารถละทิ้งความคิด เเละพร้อมจะปล่อยหัวใจให้ล่องลอยไปการเล่นคำที่ไพเราะคล้องจอง ที่ถูกบิดเบือนจากความจริงให้มันดูสวยงามยิ่งขึ้น  จนสุดท้ายเราค้นพบว่า ข้อความเหล่านั้นไม่สามารถนำเราไปสู่ทิศทางไหนได้เลย

อะไรคือต้นเหตุให้เราไม่สามารถเเยกเเยะได้ว่า ข้อความเหล่านั้นคือข้อความที่ใช้เสพเพื่อความบันเทิงชั่วคราวหรือเป็นข้อความที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตได้จริง

หรือเเท้จริงเเล้ว ไม่มีข้อความไหนที่เป็นเสมือนสูตรสำเร็จที่สามารถเเก้ไขในทุกๆสมการของชีวิตได้เลย มันอาจจะเหมือนข้อความเหล่านี้ที่เราอยากจะนำเสนอ

อะไรที่ไม่สามารถทำอะไรคุณได้ จะทำให้คุณเเข็งเเกร่งยิ่งขึ้น

เเนวความคิดเเบบนี้จะถูกเชื่อมโยงเข้าไปสู่ภาวะ “การต่อต้านความอ่อนเเอ ด้วยความรุนเเรง” ยกตัวอย่างง่ายๆคือการรับน้องที่ใช้ความรุนเเรงบางอย่างเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการด่าทอ หรือกิจกรรมที่สามารถกระทบกระเทือนทางจิตใจ

มันเป็นประโยคที่ฟังดูดีมาก ที่อาจจะเคยได้ยินมาบ้างจากหนังซุปเปอร์ฮีโร่หลายๆเรื่อง

มีระบบทางธรรมชาติบางระบบที่เมื่อมันถูกกระทบกระทั่ง มันจะยิ่งเเข็งเเกร่งขึ้นจริงๆ เเต่ก็มีอีกหลายๆระบบเช่นกันที่ไม่เป็นอย่างนั้น

เช่น เเก้วน้ำมีสภาพเป็นวัตถุที่เเตกง่าย เมื่อมันถูกทำให้เเตก มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ถ้าเป็นเเก้วพลาสติก มีคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นได้ดีกว่า เด็กพยายามโยนมันไปมา ตกพื้นบ้าง ยังไงมันก็ไม่เเตก เเต่ถามว่ามีอะไรดีขึ้นไหม?…ก็ดูเหมือนจะไม่

เเต่มีระบบบางระบบจำเป็นที่จะต้องถูกทดสอบจริงๆ เช่นระบบของธนาคาร ที่มันจะต้องถูกทดสอบ เพื่อไม่ให้ระบบมันล่ม หรือล้มละลาย, กระดูกของมนุษย์จำเป็นที่จะต้องถูกใช้งาน ไม่งั้นมันก็จะเปราะ, ถ้าคุณต้องการให้เด็กหลีกเลี่ยงจากเเบคทีเรียชนิดต่างๆโดยเก็บเด็กไว้ในที่ปลอดเชื้อตลอดเวลา ระบบภูมิคุ้มกันจะถูกทำลายไปด้วยเช่นกัน เพราะมันไม่ถูกทดสอบจากเชื้อโรคอะไรเลย

เราจึงเห็นผู้ใหญ่บางคน พยายามป้องกันลูกหลานตัวเอง โดยการปกป้องพวกเขาจาก “ความไม่พึงพอใจ”นำไปสู่การเอาเเต่ใจพวกเขาจนเกินไป  ปกป้องเขาจากการดุด่า,จากการเพิกเฉย,จากการเผชิญหน้ากับความขัดเเย้งทางสังคม รวมไปถึงการเข้าสังคม เเละเมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นพวกเขาจะอ่อนแอเกินไป เหมือนกับเเก้วน้ำ ที่พอมันเเตก ก็จะไม่มีอะไรที่ดีขึ้นมา

เเละการรับน้องที่รุนเเรง ที่มักจะถูกอ้างเสมอว่ามันคือการทดสอบ อาจจะไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรเลยในชีวิต เพราะระบบนั้น อาจจะถูกทดสอบมาเเล้ว การลุกนั่งหลายๆรอบก็อาจจะไม่ทำให้คนๆหนึ่งมีจิตใจที่เเข็งเเกร่งขึ้นเเต่อย่างใด

เชื่อในความรู้สึก

มันเป็นประโยคที่ฟังดูโรเเมนติกไม่น้อย คล้ายๆกับการมองโลกในเเง่ดี

ดูเหมือนว่าเราจะไม่ตอบสนองต่อสิ่งที่เราเห็น “จริงๆ” อีกต่อไปในสังคมปัจจุบัน เรามักตอบสนองต่อ “มุมมอง” ที่มีต่อสิ่งนั้นเเทน

ยกตัวอย่างเช่น การที่คนชอบเอาดอกไม้ขึ้นมาดมทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่มีกลิ่น, เราคาดเดาไปก่อนเสมอว่าคนที่เเต่งตัวดีๆ น่าจะพอมีเงิน ,เรารู้สึกสนิทกับดาราบางคนมากๆเพราะติดตามเขาอยู่ทุกวัน จนลืมไปว่าเเท้จริงเเล้วคุณไม่รู้จักกัน คุณลืมไปว่าคุณเห็นเเค่ด้านนึงของชีวิตเค้าเพียงเท่านั้น

การตีความ หรือการคาดเดา จะรบกวนจิตใจเเละบิดเบือนตรรกะในชีวิตเราไป

นักจิตวิทยาได้พบว่า คนที่มีภาวะซึมเศร้าหรือมีความเครียดจะประสบปัญหาเเบบนี้ พวกเขามักจะสร้างชุดความเชื่อของตัวเองขึ้นมา เช่น โลกเรากำลังเเย่เเน่ๆเลย!ทุกอย่างมันดูเเย่ไปหมด! พวกเขาจะรู้สึกเเบบนี้เเละสร้างภาพบางอย่างขึ้นมาเเบบสำเร็จรูป โดยปราศจากการคิดอย่างมีเหตุผล ถ้าพวกเขาเจอสถานการณ์ใดที่ไม่คุ้นเคย ชุดความเชื่อสำเร็จรูปนั้นจะถูกนำออกมาใช้ ถ้าพวกเขากำจัดชุดความเชื่อนั้นออกไปมากเท่าไร อาการซึมเศร้าก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ในการทดสอบหนึ่ง ที่พยายามให้นักเรียนตั้งคำถามต่อความรู้สึกของตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น มีวัตถุหนึ่งถูกเเสดงออกมาเพื่อทำให้พวกเขาตกใจ เมื่อพวกเขารู้สึกตกใจกับสิ่งนี้มาเเล้ว มันไม่ควรที่จะส่งผลกระทบใดๆกับพวกเขาอีกในครั้งต่อไป  จากนั้นพวกเขาเริ่มที่จะตั้งคำถามประมาณว่า เราได้อะไรจากสิ่งนี้? ทำไมมันโผล่ออกมาช้ากว่าครั้งเเรก? ทำไมมีเลือดออกมาจากตรงนี้?  คำถามมันจะต้องเปลี่ยนไปเรื่อยในเเต่ละครั้งที่เจอ เเละมันจะนำไปสู่การเกิด “ปัญญา” เมื่อภาพๆหนึ่งได้ถูกคลี่ขยายออก ให้เห็นในเเง่มุมอื่นๆที่เป็นไปได้ที่จะตั้งคำถาม

การฝึกตีความหลายๆเเบบ จะช่วยทำให้เด็กเห็นโลกในมุมมองที่หลากหลายมากขึ้นเมื่อพวกเขาโตขึ้น โดยเฉพาะโลกเเห่งความเป็นจริง

การต่อสู้กันระหว่างคนดีกับคนชั่ว

ลองใช้เวลาวิเคราะห์ตัวเองสักนิดหน่อย ว่าเเท้จริงเเล้วเราคือใครกันเเน่? เราพัฒนามาจากสังคมเเบบไหน?

คนสมัยก่อนเติบโตขึ้นมาจากชุมชนเล็กๆ เมื่อพวกเขาโตขึ้น พวกเขาจะรู้จักกับสังคมที่ใหญ่กว่า พวกเขาจะเรียนรู้ถึงความขัดเเย้งที่เกิดขึ้นในสังคม สุดท้ายความขัดเเย้งนั้นจะนำพาเขาไปสู่สงครามบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสงครามการเเย่งชิงอาณาเขต, อำนาจ, คนรัก, เเหล่งน้ำ หรือสงครามกลางเมือง ที่รู้ตัวอีกที่ก็พบว่าประเทศตัวเองนั้นได้ถูกทำลายไปเเล้ว จากน้ำมือของตัวเองนั้นแหละ

บรรพบุรุษเราเติบโตขึ้นมาในลักษณะเเบบนี้ เเนวความคิดนี้ได้ถูกถ่ายทอดมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน ลึกๆเเล้วมนุษย์จึงมีความกระหายถึงการเผชิญหน้า, การได้ต่อสู้, การยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ, การอยากเอาชนะเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งของที่อยากได้ เเละคิดว่าตัวเองสมควรได้รับ

ปัจจุบันเเนวคิดเเบบนั้นได้ถูกเปลี่ยนสภาพมาในลักษณะของเกมกีฬา เพื่อปลดปล่อยความหลงใหลจากการเเข่งขัน เเละความสุขจากการได้มีพวกพ้อง สมองของมนุษย์ถูกออกเเบบมาให้เป็นเเบบนี้

มันอาจดูเป็นเรื่องสนุก เเต่บางที วิธีการคิดเเบบนี้เลยเถิดไปสู่ “การเหยียด”  หรือการทนไม่ได้ต่อเเนวความคิดที่ต่างออกไป ถ้าเราต้องการสร้างบรรยากาศของห้องเรียนที่เปิดรับความหลายหลายทางความคิด  เราควรจะเลิกสร้างความรู้สึกเเบ่งเเยกใดๆเกิดขึ้นในชั้นเรียน เเต่สิ่งที่โรงเรียนชอบทำ คือการเเบ่งเเยกคนออกจากกัน

ห้องเรียนพยายามสร้างคนบางคนให้ดูโดดเด่นขึ้นมาเป็นคนที่เก่งที่สุดฝั่งหนึ่ง คนที่อ่อนกว่าอยู่อีกฝั่งหนึ่ง เหมือนเป็นการขีดเส้นกั้นระหว่างฝั่งคนดีกับฝั่งคนเลว ขาวกับดำ ไม่มีการสร้างบรรยากาศของความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันเละกัน หรือการพยายามเข้าใจความเเตกต่างที่เกิดขึ้น  ท้ายที่สุดมันจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่จะเเบ่งเเยกผู้คนออกจากกัน

เราสามารถสร้างห้องเรียน หรือระบบทางสังคมให้รู้จักการยอมรับในความหลากหลายขึ้นมาได้ ถ้าลองดึงสิ่งที่เเต่ละคนสนใจออกมาวาง เเล้วให้คนอื่นๆได้สังเกตดูว่า เเท้จริงเเล้วเราต่างก็มีอะไรบางอย่างที่เหมือนกัน เเละเราสามารถเริ่มต้นที่จะทำความรู้จักกันผ่านสิ่งนั้นได้

เราต้องมีความเชื่อว่ามันพอจะมีวิถีทางที่จะทำให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ เเข็งเเรงต่อการเผชิญหน้ากับปัญหาที่ยากที่จะเเก้ไข ปลอดภัยจากความลำเอียงที่สร้างขึ้นมาเอง เเละสามารถอยู่ร่วมกับสังคมที่มีความเเตกต่างทางความคิดได้ เเบบที่ไม่ต้องทำสงครามใดๆเหมือนในอดีต

 

 

Source :

Happiness Hypothesis

ติดตามเพจ:

www.facebook.com/WeTheVaporTH

0 comments on “3 สิ่งที่ควรเลิกบอกกับตัวเองเเละเด็กๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: