WeShare

10 ภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในปี 2018 – TheVapor

เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังเล็กๆอยู่เหมือนกัน ที่คุณภาพของหนังปีนี้ค่อนข้าง “ถูกจริต” น้อยกว่าปีที่เเล้ว โดยรวมๆเเล้วหนังจะมีความเฉพาะไปที่กลุ่มคนดูบางกลุ่มมากๆ เช่น หนังสงครามจัดๆ หนังย้อนยุคจัดๆ ดราม่าจัดๆ สยองจัดๆ ถ้าใครไม่ชอบหนังเเนวนี้ ก็มีสิทธิ์จะมองข้ามที่จะดูหนังเรื่องนั้นไปเลย ต่างจากปีก่อนที่มีการผสมผสานเเนวทางหนังได้อย่างลงตัว เเละน่าสนใจมากกว่า

มีผู้กำกับหน้าใหม่ๆมากขึ้น เเละทำผลงานได้ดี  เป็นที่น่าจับตามอง ไม่ว่าจะเป็น Paul Dano จาก Wildlife,  Ari Aster จาก Hereditary , Kay Cannon จาก Blockers , Bo Burnham จาก Eighth Grade , Bradley Cooper จาก A Star Is Born , Boots Riley จาก Sorry to Bother You

ส่วนผู้กำกับหน้าเดิมๆเลือกที่จะจับงานที่ท้าทายมากขึ้น ซึ่งมันก็ดูน่าสนใจไปอีกเเบบ ไม่ว่าจะเป็น  Jon M. Chu ที่เคยทำหนังตื่นเต้นๆตลาดๆเเบบ Now You See Me หรือ G.I. Joe: Retaliation หันมาทำหนังรัก Crazy Rich Asians ที่ขายยากมากให้ขายได้ , Damien Chazelle ที่เลือกจับงานที่ใหญ่ขึ้น เนื้อเรื่องฉีกเเนวจากที่เคยทำมา อย่าง  First Man ซึ่งก็ทำได้ดี , Steven Soderbergh ที่กลับมาทำงานอินดี้ เเนวทดลอง อย่าง Unsane , Luca Guadagnino ที่ถนัดในการทำหนังละมุนละไมหันมาจับงานรุนเเรงๆอย่าง Suspiria

เเต่นี่คือหนังที่เราชื่นชอบที่สุดในปี 2018

Peddington 2

“หนังสำหรับครอบครัวอย่างเเท้จริง”

ถ้าจะหาหนังสักเรื่องสำหรับช่วงคริสมาสต์ ปีใหม่ แบบที่ทุกเพศทุกวัยสามารถดูได้ ก็น่าจะเป็นหนังเรื่องนี้แหละ  มันเป็นเรื่องราวของหมีน้อยเพดดิ้งตันที่พยายามเก็บเงินซื้อของขวัญให้ป้าของเขา เขาพยายามทำงานเท่าที่เขาสามารถทำได้เเละต้องปรับตัวเข้ากับชีวิตคนในเมืองไปพร้อมๆกัน พยายามสร้างความมั่นใจว่าเขาก็สามารถทำมาหากิน เลี้ยงชีพ ทำตัวมีประโยชน์ให้กับสังคมได้  เเต่มีหลายๆอย่างที่ดูไม่เป็นใจเอาซะเลย จนเรื่องราวเลยเถิดเกินกว่าจะคาดคิด เพียงเพราะว่าเขาคือหมีตัวหนึ่ง ไม่เหมือนคนอื่นๆ ดูเหมือนว่ามีเเต่ครอบครัวที่เชื่อในตัวเขามาโดยตลอด เเละพวกเขาต้องพิสูจน์ให้คนอื่นๆในสังคมเชื่อ ในเเบบที่พวกเขาเชื่อเช่นกัน

สิ่งที่ชื่นชอบที่สุดคือมิติของหนังเรื่องนี้ หนังมันได้สอดแทรกประเด็นทางการเมืองเเบบเนียนๆในเนื้อเรื่อง ที่สามารถดัดแปลง ประยุกต์เข้ากับหนังได้อย่างลงตัว น่ารัก ทำให้หัวเราะออกมาได้หลายๆฉาก ในจังหวะที่ลงตัว ดูได้ทั้งเด็กเเละผู้ใหญ่ ผู้หญิงผู้ชาย เเละมีฉากลุ้นระทึกที่ดูสนุกมากๆตลอดทั้งเรื่อง

Anihilation

“มีเสน่ห์ดึงดูดที่เเตกต่าง หลอกหลอน รบกวนจิตใจ ยากที่จะคาดเดา ”

ถ้าใครชื่นชอบหนังเรื่อง Arrival หรือเเม้เเต่ Under the skin ที่เป็นหนังวิทยาศาสตร์ ผสมกับปรัชญาชีวิต หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นเเนวทางที่คุณชื่นชอบ มันถูกออกเเบบมาเพื่อฝังเเนวความคิดบางอย่างเข้าไปในตัวคุณ ซึ่งทำให้หลายๆคนเกลียดหนังเรื่องนี้เช่นกัน

เราไม่รู้ว่าตัวละครจะพาเราไปเจอกับอะไรบ้าง เเต่ละอย่างก็ดูแปลกประหลาด เเละหลอนซะเหลือเกิน เหมือนกำลังอยู่ในความฝันยังไงยังงั้น ซึ่งมันคือเสน่ห์ที่รุนเเรงที่สุดในหนัง เหมือนเช่นตัวละครที่ถูกดึงเข้าไปในสถานที่เเบบนั้นเช่นกัน

หนังเล่าเรื่องผ่านเลน่า ที่ตัดสินใจเข้าไปในพื้นที่ป่าเเห่งหนึ่ง ที่มีรังสีประหลาดเเผ่ล้อมรอบพื้นที่เอาไว้  ซึ่งเชื่อว่ามาจากอิทธิพลจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร คนที่เข้าไปไม่มีวันได้ออกมา สามีของเธอสามารถกลับออกมาได้ เเต่เหมือนมีอะไรที่เเปลกมากๆในตัวเขา ทำให้เธออยากรู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในนั้น  อะไรทำให้เขาไม่เหมือนเดิม

เเท้จริงเเล้วหนังเรื่องนี้พูดถึงความสัมพันธ์ที่เเตกร้าวของชีวิตคู่ ว่าทำไมมันไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ โดยใช้ฉากหนังผจญภัย ลึกลึบเเนววิทยาศาสตร์หลอนๆ เเฟนตาซี เป็นพื้นหลัง เเละมันก็ถูกเล่าออกมาได้อย่างน่าสนใจมากๆ ทำให้สามารนำมาวิเคราะห์ออกมาได้ในหลายๆรูปเเบบ ซึ่งทำให้เราชื่นชอบหนังมากๆ

Tully

“ลุ่มลึก เเตกต่าง ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกรักหนังเรื่องนี้”

หนังพาเราไปรู้จักกับคุณเเม่ลูก 3 ที่จะต้องจัดการกับปัญหาโรคซึมเศร้า เเละการหมด Passion ไปในตัว ความเครียดที่เกิดจากการรับมือลูกชายที่มีพฤติกรรมที่ทำให้เธอต้องปวดหัว  เป็นโลกแห่งความจริงที่ต้องเผชิญโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ หนังเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ตีความหลายเรื่อง ซึ่งชอบมากๆ

ตอนเเรกอาจจะรู้สึกเฉยๆกับหนัง เเต่พอยิ่งคิด ก็ยิ่งชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ มันพูดถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เเละหน้าที่ของการเป็นผู้ใหญ่อย่างที่ไม่เคยรู้สึกจากหนังเรื่องไหนมาก่อน ผ่านการเเสดงที่สุดยอดเหมือนเคยของ ชาร์ลิส เธอรอน เเละ Tully พี่เลี้ยงที่เข้ามาสะท้อนชีวิต ในสมัยที่เธอยังเป็นสาว ที่ฉลาดเเละเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

ผู้หญิงน่าจะอินกับเรื่องนี้มากกว่า ส่วนผู้ชายจะเข้าใจชีวิตของความเป็นเเม่มากขึ้น

Hereditary

“สดใหม่ ลูกเล่นเเพรวพราว คาดเดาไม่ได้ เป็นการทรมานตัวเองอย่างเเท้จริง”

หนังได้พาเราไปในที่ๆเราไม่เคยไปมาก่อน เเละเดาไม่ออกจริงๆในเเต่ละฉากว่ามันจะพาเราไปไหน เหมือนพายุที่ใส่เข้ามาหาคนดูเเบบไม่ประนีประนอม เเบบมีรสนิยม ทั้งการออกเเบบเสียง งานด้านภาพ วิธีการนำเสนอ เเละที่สำคัญ คือ การเเสดงที่สุดยอดของทุกๆตัวละคร ที่ตอบโต้กันไปมา ตั้งเเต่ต้นจนถึงฉากสุดท้าย  เหมือนหนัง action ที่ต่อสู้ด้วยอารมณ์ล้วน

สิ่งเดียวที่คุณจะไม่ชอบหนังเรื่องนี้คือความหลอน เเละความระทึกที่มันมีมากจนเกินไป เเบบไม่ออมมือ ซึ่งเป็นหนังที่คุณอาจไม่อยากกลับมาดูอีกก็เป็นได้ และนี่คือความพิเศษของมัน

Burning

“เหมือนไฟค่อยๆลุกลามในใจจนมอดไหม้ ”

ถ้าใครเป็นแฟนหนังของผู้กำกับ Chang-dong Lee จะเข้าใจในจังหวะเเละลีลาของบทที่เข้มข้น เต็มเปี่ยมไปด้วยบทกวีเเบบนี้ดี มันเป็นงานศิลปะของคนที่เข้าใจโลกอย่างเเท้จริง เเม้ว่าเขาอายุจะ 70 เข้าไปเเล้ว เเต่การทำหนังเพื่อคนหนุ่มสาวเรื่องนี้ ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยสายตาที่เฉียบคม มีมิติ  เเละดูไม่เชย

มันเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เราสามารถนำไปวิเคราะห์ได้ ในทุกๆบริบทของหนัง หรือทุกๆครั้งที่ได้ดู เหมือนกับ ผลงานชิ้นก่อน อย่าง poetry เเต่เรื่องนี้คนดูน่าจะเข้าถึงได้มากกว่า เพราะมันพูดถึงประเด็นใกล้ตัวเรามาก เช่น เรื่องของชนชั้น เเละอำนาจที่ต่างกันของคนในสังคม

หนังจะสร้างอารมณ์อึดอัดให้คนดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงฉากสุดท้าย เหมือนโดนสุมไฟเข้าไปเรื่อยๆ เเล้วมันก็ทำได้ในจังหวะที่ลงตัวจริงๆ ทุกอย่างที่ถูกใส่เข้ามาในหนังล้วนมีความหมาย ชวนให้คิดทั้งหมด เหมาะกับคนที่ชอบวิเคราะห์หนัง  เเละคุ้นชินกับหนังช้าๆ ที่ค่อยๆบิ้วท์ไปเรื่อยๆ  น่าจะพอรับมือกับหนังเรื่องนี้ได้ มีบางช่วงเกือบเอาไม่อยู่เหมือนกัน เเต่มันก็ช่วยสร้างอารมณ์ได้เป็นอย่างดีในภาพรวม

First Reformed

“กล้า เเตกต่าง ทรงพลัง ท้าทายความรู้สึกเเละความคิด ”

ถือว่าเป็นหนังที่มีตอนจบที่ทรงพลังที่สุดเเห่งปี เป็นหนังประเภทที่ว่า ถ้าคนไม่ชอบก็เกลียดกันไปเลย เพราะตัวเรื่องไปไกลเกินกว่าที่คิดเอาไว้ค่อนข้างเยอะ หนังพาเราดำดิ่งไปสู่ความคิดของบาทหลวงซึ่งต่อสู้กับความเชื่อของตัวเอง อยู่ตลอดทั้งเรื่อง มันพูดถึงความเชื่อสุดโต่งที่นำพาเราไปสู่ โลกเเห่งใหม่ การรักษาสมดุลระหว่างความหวังเเละความสิ้นหวัง ที่มันจะสะท้อนกลับมาในความคิดของเราว่าจะเลือกข้างไหน เเละสิ่งที่คุณเลือก จะทำให้คุณมองตอนจบในเเง่มุมที่ต่างกันไป  เพราะเราสามารถเลือกให้หนังจบอย่างมีความหวัง หรือสิ้นหวังด้วยการเปลี่ยนมุมมองความคิดของเรา ซึ่งนี่คือความพิเศษของหนัง

หนังค่อยๆปรับเกียร์เร่งเครื่องมาเรื่อยๆได้อย่างถูกจังหวะ มีเเง่มุมให้คิดได้หลายเรื่อง การเเสดงที่สุดยอดของทุกตัวละคร ดึงคนดูให้อยู่กับหนัง โดยเฉพาะวิธีการเล่าเรื่อง ที่มอบรสชาติใหม่ๆให้ให้กับคนดู เเบบกล้าได้กล้าเสีย ในช่วงครึ่งหลัง ที่ทำได้อย่างทรงพลัง

Shoplifters

“เต็มเปี่ยมไปด้วยความงดงามของรายละเอียด ที่สะท้อนกันไปมาซึ่งกันเเละกัน ”

นี่คือหนังที่จะตั้งคำถามกับคุณตลอดเวลา ถึงความผิดถูกในสิ่งที่เป็นไปในสังคม  โดยเฉพาะความหมายของคำว่า “ครอบครัว” ว่ามันควรจะเป็นเเบบไหนกันเเน่

เป็นเรื่องราวของคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งที่อยู่กันเเบบครอบครัว พวกเขาถ่ายทอดความรู้ในการขโมยของให้กับเด็กๆ เพราะนั้นเป็นสิ่งเดียวที่เขาพอจะสอนได้ มันเป็นทั้งการขโมยของเพื่อประทังชีวิต เเละเป็นการสอนให้รู้ถึงคุณค่าของสิ่งของที่โดยเพิกเฉย หลงลืม เหมือนกับที่พวกเขาได้ถูกกระทำจากครอบครัวที่เเท้จริงของพวกเขา ซึ่งการลักขโมยนี้คือสิ่งที่ผู้คนมองว่าเป็นเรื่องผิดศีลธรรม เเต่มันอาจไม่จริงเสมอไป?!?

หนังตั้งคำถามต่อสังคมได้อย่างนุ่มนวล ตามเเบบฉบับของโคเรเอดะ ผู้กำกับสามารถเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความล้มเหลวของครอบครัว เเละการหลงทาง-พบเจอ ของตัวตนได้อย่างอ่อนโยน หนังสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของสังคมชนชั้นกลางถึงระดับล่างได้อย่างมีชั้นเชิง ไม่ยัดเยียดคนดูจนเกินไป เราจะรู้เรื่องราวทั้งหมดผ่านทางบทสนทนา หรือสถานการณ์เล็กๆน้อยๆที่เเต่ละตัวละครมีให้ต่อกัน  ซึ่งนี่คือเสน่ห์ของหนังที่เราหลงรัก เเละเป็นเสน่ห์ที่ครอบครัวๆหนึ่งควรจะเป็น

Happy as Lazzaro

“มีเสน่ห์เฉพาะตัว เหมือนฝัน อบอุ่น  มีพลัง เขย่าหัวใจเบาๆด้วยความงดงามในเเบบบทกวี ”

หนังอิตาลีที่พูดถึงการ “ล้อเล่น” กันไปมาของผู้คนในสังคม เเละ “บางสิ่งที่สูญหาย” ตลอดเวลาในจิตใจของมนุษย์ รวมถึง “การตกเป็นทาส” ของสังคมเเละการตกเป็นทาสของความคิดตัวเอง

ถูกเล่าผ่านเรื่องราวการใช้ชีวิตของลาซาโร่ เด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่ทำงานเป็นชาวไร้ทั่วๆไปคนหนึ่งในหมู่บ้านที่ชื่อว่า Inviolata (หมายถึงบริสุทธิ์ หรือไม่ถูกเเตะต้อง)  ทุกคนต่างเรียกใช้เขา เพราะเขาช่างเเสนดี โลกสวยเเบบสุดๆ และไม่เคยที่จะปฏิเสธใคร ดูเหมือนเขาจะได้ยินเสียงของทุกคนตลอดเเม้จะเป็นเสียงที่แผ่วเบา เเต่ดูเหมือนไม่ใครได้ยินเสียงเขาเลย

เราเห็นความสุข เเละความดีของเขา ผ่านสิ่งที่เขาทำ ถ้าใครชื่นชอบหนังสือในเเนว “เจ้าชายน้อย” เเละชื่นชอบในการตีความหนัง น่าจะชื่นชอบหนังเรื่องนี้ เพราะมีอะไรหลายๆอย่างที่เจ้าชายน้อยมีความคล้ายคลึงกันกับลาซาโร่

วิธีการดำเนินเรื่องคล้ายๆบทกวี เรียบๆ เเฝงปรัชญาเข้าไปอย่างกลมกลืน ดูเเล้วรู้สึกผ่อนคลายมากๆโดยเฉพาะในครึ่งเเรก อีกทั้งการมีครึ่งหลัง ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับลาซาโร่ ทำให้หนังน่าติดตามเข้าไปอีก

เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้คือความเป็นธรรมชาติของทุกๆตัวละครที่ดูเหมือนจริงมากๆ เหมือนเราเข้าไปอยู่ในสังคมนั้นจริงๆ ที่แอบมีความตลก มีความแฟนตาซีเล็กๆ น่ารักเเทรกเข้าไปในหนังตลอดเวลา ทำให้ดูเพลิน ในเเบบที่ไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับหนังที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับความซับซ้อนทางสังคมเเบบนี้

สิ่งที่คนพูด การเคลื่อนไหวของตัวละคร สิ่งที่มองผ่านสายตาของลาซาโร่ ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงาม มีหลายๆฉากที่ดูมีพลังเอามาก เเละ “ดูจริง” ในแบบที่ทุกๆวัฒนธรรมสามารถสัมผัสได้ ซึ่งมันทั้งตลกเเละเศร้าในเวลาเดียวกัน

รายละเอียดเล็กๆของหนังมีส่วนสำคัญมากๆในการผูกเรื่องเข้าไว้ด้วยกันในส่วนของครึ่งเเรกเเละครึ่งหลัง คุณอาจจะต้องดูถึง 2 รอบ เพื่อซึมซับกับรายละเอียดที่เกิดขึ้นในครึ่งเเรกของหนัง การกลับมาดูอีกครั้งอาจทำให้คุณมองชีวิตในเเง่มุมที่ต่างออกไปในทุกๆตัวละคร โดยเฉพาะมุมมองที่คุณมีต่อคนๆหนึ่ง ที่มีลักษณะเเบบลาซาโร่

The Guilty

“ระทึกในมิติที่ไม่เหมือนหนังเรื่องไหน”

เราอาจจะเคยมีประสบการณ์ในการเเอบฟังคนอื่นคุยกันผ่านทางโทรศัพท์มาเเล้วบ้าง ผ่านรายการที่รับปรึกษาเรื่องความรัก หรือ รายการเล่าเรื่องสยองเเบบพี่ป๋อง เเต่ครั้งนี้จะต่างออกไป เราจะไดยินบทสนทนาอันชวนระทึกระหว่างหญิงสาวที่กำลังถูกลักพาตัวไป พยายามสื่อสาร ส่งสัญญาณบางอย่างกับเจ้าหน้าที่ตำรวจขี้โมโหคนหนึ่ง เเล้วเราจะได้รู้สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดผ่านตำรวจคนนั้น ในห้องเเคบๆ คล้ายออฟฟิศธรรมดาห้องหนึ่งตลอดทั้งเรื่อง เสมือนว่าเราเป็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่คอยเเอบฟังบทสนทนาอยู่

นี่เป็นหนังที่มีบทที่ระทึกที่สุดเเห่งปี ที่ใช้วิธีการเล่าที่เรียบง่ายที่สุด เป็นอีกเรื่องที่มีการถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมด ผ่านตัวละครเดียว สถานที่เดียว คล้ายกับเรื่อง Locker , Burried  เเต่เรื่องนี้คือการโชว์เหนือกว่าทุกเรื่องที่ผ่านมา เพราะมันทำได้ดีกว่าในทุกๆมิติ ไม่ว่าจะเป็นบทที่เข้มข้นเเละฉลาด  การเลือกใช้จังหวะความเงียบเข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญได้อย่างลงตัว  การเเสดงที่สุดยอด  ระทึกตั้งเเต่ต้นเรื่อง ยันจบเรื่อง หนังเข้าสู่ความระทึกได้อย่างรวดเร็ว เเละจบได้อย่างลงตัว ซึ่งต้องมีบทที่เเข็งเเรงจริงๆที่หนังจะรอดไปจนจบได้  เเละเรื่องนี้น่าจะมีความสมบูรณ์เเบบที่สุดตั้งเเต่ที่เคยดูมาสำหรับหนังในเเนวทางนี้

Roma

“งดงาม รุนเเรงเเละทรงพลัง ”

หนังพูดถึงการเกิด เเละการตายตลอดเวลา ซึ่งมันส่งผลกระทบทางจิตใจต่อคนดูมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ ทั้งนี้มันไม่ได้หมายถึงการเกิด-ตายในเเง่ของชีวิตเท่านั้น มันยังหมายถึง การเกิดความรัก-การหมดรัก,การมีอยู่-การหายไป, การยอมรับ-ไม่ยอมรับ , ความเชื่อ – ความไม่เชื่อ การเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ทำให้เรามองเห็นว่า เเท้จริงความเจ็บปวด ก็สามารถทำให้มันหายไปได้เช่นกัน  ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายหรือทางจิตใจ

หนังพาเราไปสังเกตสิ่งเหล่านี้โดยมีตัวละครพี่เลี้ยง ที่ต้องจัดการกับอารมณ์ของคนในบ้าน เเละเรื่องส่วนตัวในชีวิต เธอทั้งทำความสะอาดบ้าน เเละทำความสะอาดความเศร้าหมองของตัวเองไปในตัว เเต่ดูเหมือนว่าไม่ว่าเธอจะทำความสะอาดเเค่ไหน มันก็ไม่เคยพอซะที หรือนี่คือสิ่งชีวิตต้องเผชิญ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้?

เธอเป็นจุดศูนย์กลางนำพาเราไปสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเธอ มันทำให้เราสังเกตสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น รวมถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นในใจของคนดูเช่นกัน เรารู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเธอมากขึ้นเรื่อยๆ เเละมันได้ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมจริง ละเอียด นุ่มนวลมาก ในทุกๆฉาก เเละไม่บังคับขืนใจให้เราต้องคิดไปในทางไหน

ไม่มีพล็อตเรื่องอะไรที่ยัดเยียดให้คนดูเลย ไม่มีถูกผิดอะไรทั้งสิ้นในการตีความ หนังมันปล่อยให้คนดูสามารถสร้างเนื้อเรื่องขึ้นมาเองได้อย่างเต็มที่  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความต่างของชนชั้น เรื่องปัญหาของครอบครัว เรื่องความรักที่ไม่สมหวัง การเวียนว่ายตายเกิด ปัญหาทางการเมือง การทรยศหักหลัง  ทุกอย่างมันเกิดขึ้นกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งบางคนอาจจะประสบปัญหากับวิธีการเล่าเเบบนี้ เพราะมันต่างจากหนังปกติที่วางพล็อตเรื่องที่ชัดเจนให้เราได้ติดตาม เเต่ในเรื่องนี้คุณจะเห็นทุกอย่างที่คุณอยากจะเห็นจริงๆ

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ

The Rider

เรื่องราวคาวบอยหนุ่มผู้มีความฝันที่ต้องต่อสู้กับความจริง เข้ากับยุคปัจจุบันที่ดูเหมือนจะมีหลายๆคนกล้าที่จะฝันไปไกลมากขึ้น เเต่มันอาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด คนที่ต่อสู้กับความฝันของตัวเองอยู่น่าจะอินกับเรื่องนี้  หนังพาเราไปสู่การตัดสินใจที่สำคัญในการเลือกอยู่กับความฝันหรืออยู่กับความจริง  หนังเนิบนาบไปหน่อยในช่วงเเรก ค่อนข้างเป็นสูตรสำเร็จไม่ได้แปลกใหม่อะไร เเละดูเชย เเต่ก็จบได้อย่างน่าประทับใจ

Sorry to Bother You

เรื่องราวของโอเปอเรเตอร์ขายของทางโทรศัพท์ที่ค้นพบเคล็ดลับที่ทำให้เขาขายของได้ดี อันนำพาเขาไปสู่การล่วงรู้ความลับอันน่าพิศวงของทางบริษัท หนังพูดถึงการ “หาเสียง” ที่เเท้จริง ในการเเสดงเสรีภาพทางความคิดของตัวเอง  เล่าเรื่องผ่านตัวละครที่มีสีสันในทุกๆตัว หนังสนุกดูเพลินตั้งเเต่ต้นจนจบ เเละมีลูกเล่นแฟนตาซีเเพรวพราวมากมาย  ขำเบาๆได้เป็นช่วงๆ

Loveless

หนังพูดถึงครอบครัวรัสเซียยุคใหม่ที่ต่างก็เเคร์เเต่ชีวิตของตนเอง จนอยู่มาวันหนึ่งพบว่าลูกชายของพวกเขาหายตัวไป เป็นหนังที่ต้องใช้พลังในการดูพอสมควร เพราะหนังค่อนข้างช้า เเละหม่นหมองเอาการ เหมาะกับคนที่ชอบตีความ เเละพอจะรับมือกับความช้าของหนังได้ หนังเลือกใช้อารมณ์ในการสื่อสาร เเละมีการเปรียบเปรย วิพากษ์วิจารณ์สังคมได้อย่างน่าสนใจ เเละเจ็บปวด

Eighth Grade

บางครั้งเราอาจสงสัยว่าเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ ดูอะไรกันในมือถือของพวกเขา หนังเรื่องนี้สะท้อนออกมาให้เห็นเป็นอย่างดี นี่เป็นเรื่องราวของเด็กหญิง ม.ต้น ธรรมดามากๆคนหนึ่งที่กำลังก้าวเข้าสู่ ม.ปลาย หนังพาเราเข้าไปสู่เส้นเเบ่งอันตรายของวุฒฺิภาวะได้อย่างน่าสนใจ ที่ทำให้เราต้องลุ้นในหลายๆฉาก เเต่เอาเข้าจริงหนังมันสะท้อนถึง “ความเป็นพ่อ” ในตัวเรามากกว่า ที่เป็นห่วงลูกๆมากเเค่ไหน เเต่หนังเลือกที่จะเล่าผ่านเด็กผู้หญิงเเทน ซึ่งเป็นวิธีที่เข้าท่าเลยทีเดียว เป็นหนังเรียบง่าย เข้าถึงง่ายตั้งเเต่ต้นจนจบ

Leave no trace

เรื่องราวของ 2 พ่อลูกที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนไปเรื่อยๆ หนังพาเราเข้าไปทำความเข้าใจของคนไร้บ้าน ได้อย่างนุ่มนวล ไม่บังคับคนดูจนเกินไป ทำให้เก็บเอาไปคิดได้ในหลายๆตอนในเเง่มุมที่เราอาจนึกไม่ถึงมาก่อน  ชื่นชอบวิธีการหาทางออกให้กับตัวละครในตอนท้าย เเละการเเสดงของเบน ฟอสเตอร์ ที่โชว์ให้เห็นถึงความเเข็งเเกร่ง เปราะบางได้ในขณะเดียวกัน

Searching

หนังตามหาคนหายอีกเเล้วในปีนี้ เเต่เรื่องนี้มีวิธีการเล่าที่น่าสนใจคือเล่าผ่านหน้าจอมือถือ โน๊ตบุค ท่องอินเตอร์เน็ต เเกะรอยไปเรื่อยๆ  คล้ายกับเรื่อง Unfriended หรือ Megan Is Missing  เเต่เรื่องนี้น่าจะดีที่สุด ตื่นเต้นตั้งเเต่ต้นเรื่องยันจบเรื่อง มีบางจุดที่ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลอยู่บ้าง เเต่ถ้าข้ามจุดนี้ไป หนังก็สนุกเลยทีเดียว

The Tale

นี่เป็นหนังที่มีเนื้อหาที่รุนเเรง เเละไม่เหมาะกับเด็กเป็นที่สุด เเต่มันกลับถูกเล่าออกมาได้อย่างละมุนละไมมากๆ มันพูดถึงผู้หญิงที่พยายามย้อนความทรงจำ ไปสู่ช่วงวัยเด็ก ตอนที่เธออายุ 13 ในตอนที่เธอมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับครูฝึกของเธอ เเล้วค้นหาความรู้สึกของตัวเองว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เรียกว่า “ความรัก” ได้รึเปล่า  หนังกล้าที่พาเราไปพบเจอกับประเด็นนี้ เเละเป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ประเด็นหลายๆเรื่องถูกใส่เข้ามารุนเเรงขึ้นเรื่อยๆเเละดูเป็นเหตุเป็นผล ด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่ฉลาด ไม่ดูดราม่าไป หรือโรเเมนติกไป ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจมากๆตั้งเเต่ต้น มีปัญหาอย่างเดียว คือการหาที่ลงในตอนจบไม่เจอ

MISSION: IMPOSSIBLE – FALLOUT

เหมือนย้อนกลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง ที่ได้ดู MISSION: IMPOSSIBLE ในภาคเเรกๆ ทุกอย่างมันดูสดใหม่ ระทึก กระชับ ยังคงเก็บเสน่ห์ที่สำคัญของหนังชุดนี้ไว้ได้หมด นั้นก็คือการทำภารกิจที่ยากที่จะเป็นไปได้ให้เป็นไปได้ เหมือนชื่อของหนังนั้นเเหละ เเละมันดูสมจริงมากๆในทุกๆฉากจนรู้สึกเหนื่อยเหมือนตัวพระเอก ถือว่าเป็นหนังที่ให้ความบันเทิงที่สุดเเห่งปีได้เลย

Us and Them

หนึ่งในหนังรักดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่เราเคยได้ดูมา หนังพูดถึงการเดินทางที่เเสนยาวนานของคู่รักคู่หนึ่งที่เลิกลากันไป เเล้วกลับมาพบกันอีกด้วยความบังเอิญ

นี่จะเป็นหนังที่ทำให้เรารู้สึกเขิน เพลิดเพลินไปกับความรัก การตามล้าหาความฝัน การยอมเเพ้ต่อความฝันเเละความรัก ความเศร้าของการจากลา การสูญเสีย การไม่เข้าใจกันของความรัก ความเหงาที่เกิดขึ้นระหว่างความสัมพันธ์ เเละการเข้าใจถึงชีวิต ทั้งหมดมีอยู่ในหนังเรื่องนี้ และมันถูกเรียงร้อยออกมาด้วยความละเอียดรอบคอบ เป็นเหตุเป็นผลเเละดูสนุกเป็นที่สุด คอหนังรักไม่น่าพลาด

Foxtrot

หนังอิสราเอลเรื่องนี้ พูดถึง “การจัดการกับอารมณ์”  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเเตกร้าวในครอบครัว การรักษาบาดแผลทางจิตใจ ความไม่เเน่นอนเเละไร้จุดหมายของสงคราม  ตัวละครเเต่ละตัวมีวิธีในการรับมือกับความเจ็บปวด ความเบื่อหน่าย ของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่างกัน เเละมันถูกเล่าออกมาได้อย่างน่าสนใจ หนังใช้อารมณ์เล่าเรื่องเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เศร้า อารมณ์เบื่อหน่าย อารมณ์โกรธ  มันเลยทำให้ต้องใช้พลังในการดูพอสมควรเพราะหนังดำเนินเรื่องช้ามากๆ  การที่หนังสามารถหา “ความบันเทิง” เข้ามาใส่ในหนังได้อย่างลงตัวคือเสน่ห์ที่สุดของหนังเรื่องนี้ หนึ่งในนั้นคือฉากเต้นที่ถูกพูดถึงกันมากในเทศกาลหนังทั่วโลก ที่ประยุกต์มาจากท่าเต้น Foxtrot ซึ่งเป็นท่าที่วนซ้ำไปซ้ำมา น่าเบื่อไม่รู้จบเหมือนชีวิตของทุกๆตัวละครในเรื่อง

 

ติดตามเพจ:

www.facebook.com/WeTheVaporTH

 

Advertisements

0 comments on “10 ภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในปี 2018 – TheVapor

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: