Cultures Recommended

ภาษาที่ถูกสร้างมาเพื่อทุกคนบนโลก

ตอนเด็กๆเขาถูกสอนว่าคนอื่นๆก็เหมือนพี่น้องเรา เเต่สิ่งที่เขาเห็น คือ พวกฝรั่งเศส พวกเยอรมัน พวกยิว ซึ่งมันทำให้เขาหดหู่ เขาจึงบอกกับตนเองว่า เมื่อโตขึ้นเขาจะทลายเเนวคิดเเย่ๆนี้ซะ…

L.L. Zaman Hoff  ( ซาเเมนฮอฟ ) เกิดในเมืองเล็กๆ เเถวชายเเดน โปแลนด์ รัสเซีย ซึ่งเป็นที่ที่รวมตัวกัน ของ ชาว ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย ชาวยิว พวกเขาใช้ภาษาของชาติตัวเอง เเละมองกันเเละกันเหมือนศัตรู มันทำให้เขาเห็นว่า ภาษาเป็นส่วนหนึ่ง ที่เเยกผู้คนออกจากกัน

ภาษา เป็นเรื่องที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นตัวสร้างอุปสรรคในการเข้าใจเเละเห็นอกเห็นใจซึ่งกันเเละกัน เเย่ยิ่งกว่าการสร้างเขตเเดนในทางกายภาพใดๆ  คนที่ไม่สามารถ สื่อสารได้ในภาษาของคุณ คุณจะมองพวกเขาในเเง่มุมที่ต่างออกไป มองพวกเขาเป็นเหมือนคนนอก ที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมเเบบพวกคุณ เเละการเข้าใจผิดนี้สามารถนำไปสู่ความเกลียดชังได้อย่างง่ายได้   

“จะเป็นไปได้ไหมที่จะมีภาษาที่ไม่มีสังกัด ไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีการเมือง ไม่มีศาสนา หรือผลประโยชน์ใดๆ อยู่เบื้องหลัง”

ซาเเมนฮอฟ ได้สร้างรูปแบบของภาษาใหม่ขึ้นมาเรียกว่า Esperanto (เอสเปรานโต) เพื่อเป็นภาษาสำหรับทุกคน เรียนรู้ได้ง่ายโดยใช้เวลาเพียง 150 ชม. ในการทำความเข้าใจ เเละสามารถนำไปใช้สื่อสารได้ ต่างกับภาษาอื่นที่ใช้เวลานานกว่า  เช่น อิตาลี 1,000 ชม. อังกฤษ 1,500 ชม. เยอรมัน 2,000 ชม. คุณสามารถนำไปใช้เพื่อการสื่อสาร โดยการจดจำคำเพียง 3,000 คำ เเล้วนำไปต่อยอด เป็น 20,000 ด้วยการสลับตำแหน่งคำในรูปแบบที่ง่ายที่สุด

ซาเเมนฮอฟ ดูเหมือนจะเป็นคนที่มองโลกในเเง่บวก โลกสวย มากๆในปัจจุบัน เเต่ตอนนั้นคือปี 1880 ในยุคที่เขายังไม่อาจรู้ได้ว่า ต่อให้พูดภาษาเดียวกันก็ยังสามารถทะเลาะกันได้อยู่ดี

เขาทำงานเป็นจักษุเเพทย์ ในวอร์ซอ – โปเเลนด์ โดยไม่คิดค่ารักษาใดๆ สำหรับคนจน เขาใช้เวลาในช่วงบ่าย คิดค้นภาษานี้ขึ้นมา ที่มีโครงสร้างที่เข้าใจง่ายที่สุด ซึ่งจะนำมาสู่สันติอย่างที่เขาคาดหวัง เเละนี่คือสิ่งที่เขาวางเเผนไว้

1.สร้างภาษาขึ้นมาใหม่

2.ทำให้มันเป็นที่นิยม

3.รณรงค์สนับสนุนให้คนพูด

4.ลืมเรื่องการสู้รบ

5.สันติสุขเกิด

6.ไม่เเสวงผลกำไรใด

 

จนมาถึงปี 1887 เขาได้เปิดตัวภาษาที่เขาคิดค้น ผู้คนก็ชอบในไอเดียของเขา เเละได้เผยเเพร่แนวคิดนี้ไปทั่ว จนเกิดมาเป็นกลุ่มที่พูดภาษานี้กัน

พอมาถึงปี 1905  ได้มีการจัดงานประชุม Universal Congress Of Esperanto ขึ้นที่ฝรั่งเศส เขาได้ออกไปเล่าถึงปรัชญาของเเนวคิดนี้…

“นี่เป็นครั้งเเรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกัน เเบบที่ไม่เหมือนคนแปลกหน้า อย่างไม่ใช่ศัตรูเเต่เป็นเหมือนพี่น้อง เป็นคนที่ยืนเคียงข้างกันเเบบที่ไม่ยัดเยียดภาษาตนเองให้อีกฝ่าย ไม่มองคนอื่นด้วยความสงสัย เเคลงใจ เพราะว่าความเพิกเฉยนั้นเเยกเราออกจากกัน จงรักเเละจับมือกัน ไมใช่เพราะไมตรีจิต ที่หยิบยื่นให้กับคนต่างเชื้อชาติ เเต่เพราะเราทำมันด้วยความจริงใจในเเบบเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน”

หลังจากงานประชุมนั้น  Esperanto ได้แผ่ขยายไปทั่วยุโรป รวมถึงเอเชียตะวันออก จนกลายเป็นเหมือนภาษากลางที่จำเป็นต้องเรียน ยกเว้นประเทศหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย นั้นคือฝรั่งเศส ที่กลัวว่าภาษานี้จะเข้ามาเเทนที่ภาษาฝรั่งเศส

หลังจากที่ได้เผยเเพร่ Esperanto เสร็จ  ซาเเมนฮอฟ หันไปสนใจด้าน humanitivism  ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องการวางโครงสร้างไว้ เป็นเเนวคิดที่มุ่งหมาย ให้ ภาษา ศาสนา เเละผู้คน เเยกออกจากความเป็นชาติ เพราะเขาเชื่อว่า นี่จะเป็นอีกหนทางที่จะนำไปสู่สันติภาพได้  

ในปี 1914 เเนวคิดของความเป็นชาตินิยมแบบสุดโต่งได้เกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เเละได้ตอกย้ำเเนวคิดของเขาเข้าไปอีก เเต่ในขณะเดียวกัน มันได้กลายเป็นยุคที่เเนวคิดของเขาลดอิทธิพลลง เพราะเเนวคิดเเบบ Antisemitism (เเนวคิดในการต่อต้านยิว) เยอรมันสั่งยกเลิก Esperanto เพราะซาเเมนฮอฟ เป็นชาวยิว

ถ้าเขาไม่เป็นชาวยิว เเนวความคิดนี้จะไม่เกิดขึ้นเช่นกัน มันเป็นเหมือนความฝัน ตั้งเเต่เด็กถึงสันติภาพที่เเท้จริง เเละเขาได้ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อหาวิธีทำให้มันเกิดขึ้น เขาคิดว่า Esperanto คือส่วนหนึ่งของเเนวคิดนั้น

เเต่การที่เขาเป็นชาวยิว มันทำให้ Esperanto เป็นเรื่องการเมืองทันที เเละทำให้เขาหยุดการเรียกร้องเคลื่อนไหวใดๆต่อเเนวคิดที่เเท้จริงของเขา

ฮิตเลอร์มองว่า Esperanto เป็นเพียงทฤษฎีสมคบคิดของชาวยิว และเป็นเหมือนเเนวความเชื่อหนึ่งเท่านั้น ซึ่งสุดท้าย มันจะถูกใช้เป็นอาวุธของชาวยิว ในการยึดครองความคิดของทั้งโลก ใครที่พูดภาษานี้ หรือเกี่ยวข้องไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง จะต้องถูกฆ่า เเต่ด้วยความที่เป็นภาษาที่ถูกออกเเบบให้เรียนรู้ได้ง่าย มันจึงถูกถ่ายทอดภายในกลุ่มนักโทษด้วยกัน โดยผู้คุมคิดว่ามันเป็นภาษาอิตาลี  ทำให้ภาษานี้ยังคงอยู่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน

ทุกวันนี้มีการประมาณการว่ามีคนที่สามารถใช้ Esperanto ได้มากกว่า 2 ล้านคนทั่วโลก เเต่ทำไมมันถึงไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรหละ ?

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกา เเละสหราชอาณาจักร มีอำนาจเพียงพอที่จะจัดการ วางโครงสร้างต่างๆในรูปแบบภาษาอังกฤษ ทั้งสื่อต่างๆ ที่เข้าถึงประชาชนได้เป็นวงกว้าง  รวมถึงระบบการศึกษา จนไม่มีพื้นที่ให้ Esperanto สอดเเทรกตัวขึ้นมา

เเละสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ Esperantoไม่สามารถสอดเเทรกขึ้นมาได้ คือการขาดวัฒนธรรม ผู้คนอยากเรียนรู้ภาษาที่ 2 เพราะเขาได้ดูหนัง Hollywood อยากเรียนเกาหลีเพราะ k-pop อยากเรียนอิตาลี เพราะหลงไหลในเเฟชั่น  Esperanto  ไม่มีตัวตนใดให้จับต้องเเละใครก็ตามให้นึกถึง  นอกจากไอเดียของ “สันติภาพที่เเท้จริง” ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นน้อยเหลือเกินบนโลกใบนี้

 

Source: lernu.net 

ติดตามเพจ:

www.facebook.com/WeTheVaporTH

Advertisements

0 comments on “ภาษาที่ถูกสร้างมาเพื่อทุกคนบนโลก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: